Kom Lifestyle

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?“วิทยา แก้วภราดัย"ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?“วิทยา แก้วภราดัย"ขาลุยของ “ลุงกำนัน”
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

บิ๊กแป๊ะรู้มั้ย?“วิทยา แก้วภราดัย"ขาลุยของ “ลุงกำนัน”

 

          งามไส้หรือไม่ ไม่ทราบ กับการที่ วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ออกมาตอกย้ำเรื่อง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่กลายเป็นลู่ของบรรดานักวิ่งเต้น โดยเฉพาะผู้ที่เงินไป แต่เก้าอี้ไม่มา เป็นความน่าอัปยศอดสูของสังคมไทยยิ่ง

          ที่สุดงานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องออกมาแจงสื่อฯ เตรียมให้มีการตรวจสอบทั้งในแวดวงตำรวจ และจะตรวจสอบไปยังต้นเสียงด้วยว่า งานนี้เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่?

          กลายเป็นมวยอีกคู่ให้คนไทยต้องจับตามอง โดยเฉพาะลีลาของ วิทยา แก้วภราดัย ที่ก็ร้อนแรงตามสไตล์

          ใครก็รู้ว่า “วิทยา” เป็นคนสนิท “ลุงกำนัน” แห่ง กปปส. บรรดาคอกาแคว..ปักษ์ใต้ จึงมองข้ามช็อตไปถึง “สงครามตัวแทน” ระหว่าง “ลุงกำนัน” กับ “พี่ใหญ่” ตัวกลม และงานนี้ อาจต้องพึ่งกรรมการห้ามมวยชื่อ “น้องตู่” ของพี่ใหญ่

          แต่ที่แน่ๆ หากถามว่าวิทยารู้วงในมาจากไหน คงไม่มีใครรู้ได้ นอกจากด้านหนึ่ง เขายังมีน้องชายที่เคยมีตำแหน่งอยู่ในแวดวงตำรวจ คือ สุรพล แก้วภราดัย ที่เพิ่งลาออกจากราชการไปเมื่อปี 2559 ขณะมีตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เพราะถูกคำสั่งย้ายสังเวยการสืบสวนเชิงลึก ที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำมีเอี่ยวกับขบวนการค้ายา โดยปล่อยปละละเลยให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำกลางบางขวาง

          มาว่ากันที่ วิทยา แก้วภารดัย ที่บอกว่ามีสไตล์ร้อนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินเลย สำหรับคนประชาธิปัตย์ที่วิ่งเข้าเส้นทาง กปปส.

          เขาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2498 มีชื่อเล่นว่า “น้อย” บ้านเกิดเป็นคน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แต่มาจบปริญญาตรี สาขานิติศาสตรบัณฑิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีภรรยา คือ จิระประไพ แก้วภารดัย (แซ่เอียน) อาชีพพยาบาล และมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ภราดา ปานระพี และ พูนวิทย์

          ช่วงชีวิตขณะร่ำเรียนปี 4 วิทยาได้เข้าร่วมการชุมนุมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเขาได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขา กว่าจะหายเดินได้เป็นปกติก็ร่วมๆ ปี จากนั้นก็กลับเข้าเรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาในที่สุด

          จบนิติฯ ก็ต้องเป็นทนายตามสูตร แต่ว่าความอยู่พักหนึ่ง วิทยาก็เบนเข็มเข้าสู่การเมือง ในนามพรรคก้าวหน้า โดยจับมือกับ “คนเดือนตุลา” ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ และ สุธรรม แสงปทุม สู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดฐานที่มั่นเมืองคอนมายาวนาน 

          “ชำนิ-สุธรรม-วิทยา” ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2531 ก่อนทั้งสามเสือเมืองคอน จะย้ายไปสังกัดพรรคพลังธรรม ในการเลือกตั้ง 2535/2 จนกระทั่งมีการยุบสภาไปเมื่อปี 2538

          ต่อมาในการเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 เขาเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัว และยังคงได้เก้าอี้ ส.ส. นครฯ เขต 2 มาครอง แต่นั่งได้ไม่นาน ก็มีเหตุให้ยุบสภาในวันที่ 27 กันยายน 2539 

          ถึงตอนนี้ ตำนาน “สามเสือเมืองคอน” ก็เหลือแค่ “วิทยา-ชำนิ” ที่สังกัดพรรค ปชป. ส่วน “สุธรรม” เลือกไปอยู่กับ “นายทักษิณ”

          ต่อมา ในการเลือกตั้งทั้งปี 2544 และ 2548 เก้าอี้ ส.ส. นครฯก็ไม่เคยหลุดมือเขาไปได้

          พอมาถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 ที่ สมัคร สุนทรเวช นั่งนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาขึ้น วิทยาแม้จะยังครองเก้าอี้ ส.ส.เขต 3 เช่นเดิม แต่ก็ยังได้รับเลือกจากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “เงา” ด้วย

          จนมาปี 2551 เขาก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ

          ที่สุด เมื่อคนไทย ได้นายกฯ หน้าหล่อ ช่วงปี 2551 วิทยาก็ได้เก้าอี้ัรัฐมนตรีสาธารณสุขมานอนกอด แต่ก็แสดงสปิริตลาออกในเวลาต่อมา เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วไปรับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลแทน

          ในการเลือกตั้งปี 2554 วิทยายังคงลงสมัคร ส.ส. เขต 3 ที่เดิม ที่เพิ่มเติมคือยังส่ง “ปานระพี” บุตรสาวคนที่สอง ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 121 อีกด้วย

           ช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย ปี 2556-2557 วิทยายังเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกไปร่วมจอยกับ กปปส. ผลงานเด่นคือ เป็นแกนนำเข้ายึดกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของเวทีชุมนุมแยกศาลาแดงและสวนลุมพินี

          งานนี้ได้เรื่อง สุดท้ายตกเป็นผู้ต้องหาหมายเลข 6 ร่วมกับแกนนำ กปปส. อีก 42 คน ในข้อหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา

          แต่ภายหลังเหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไป วิทยาได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุเข้าจำพรรษาที่วัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ร่วมกับ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และคนอื่นๆ โดยมี พระสุเทพ ปภากโร หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าร่วมพิธีด้วย

          บวชอยู่ 30 วัน ก็สึกออกมา กระทั่งมาปรากฏตัวเป็นหนึ่งใน สปท. แต่ก็ลาออกช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยประกาศไม่กั๊กเลยว่า เพื่อกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองที่ถนัด

          "ผมจะกลับไปสมัครเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ตามเดิม ภายหลังกฎหมายพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับ และคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่ผมวางไว้ว่า หากงานปฏิรูปในส่วนที่รับผิดชอบเสร็จสิ้น จะลาออกจากตำแหน่ง สปท.เพื่อทำงานการเมืองต่อไป”
เป็นอันว่าคนนครฯ เตรียมปากการอไว้เลย

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง