
35ปีแลนเซอร์จากไฟซี-อีเอ็กซ์
ในวันที่ 15 กันยายน ที่จะถึง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะแนะนำรถยนต์ คอมแพครุ่นใหม่ หรือ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ (Sensational Intelligence) ซึ่งถือว่า เป็น แลนเซอร์ เจนเนอเรชั่นที่ 9 สู่ตลาดเมืองไทย
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ (EX) โดยมาจากคำว่า “Exceeding” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของรถที่ตอบสนองความต้องการได้เหนือกว่าทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึกและการใช้งาน สำหรับรถตระกูลแลนเซอร์ ถือเป็นรถหลักของมิตซูบิชิ อยู่ในเมืองไทยนับตั้งแต่การเปิดตัวในปี พ.ศ. 2517 จนถึงปัจจุบัน
ในขณะที่ แลนเซอร์ อยู่ใน ตลาดโลก ถึงปัจจุบันรวม 8 เจนเนอเรชั่น
กว่า 35 ปี ในเมืองไทย แลนเซอร์ รุ่นแรก ที่คนไทยรู้จักในชื่อรุ่นไฟท้ายตัว C ซึ่งเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่มิตซูบิชิเพราะสามารถคว้ารางวัลจากการแข่งแรลลี่ต่างๆ ทั่วโลก ต่อมามีการปรับโฉมมาเป็นไฟท้ายรูป ตัว L และไฟท้ายแบบนอน
ก่อนจะแนะนำ เจนเนอเรชั่นที่ 2 มิตซูบิชิ แลนเซอร์ EX หรือ ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อรุ่น "กล่องไม้ขีด" ซึ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2523-2528
ในขณะที่ แลนเซอร์ เจนเนอเรชั่นที่ 3 แลนเซอร์ ฟิโอเร (LANCER FIORE) เป็นแลนเซอร์รุ่นแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและนำเข้ามาประกอบเพื่อทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้ชื่อ Lancer F ในช่วงปี 2526-2528 ก่อนที่จะเปิดตัวตระกูลแชมป์ เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ใน พ.ศ. 2529 โดยมีทั้งรุ่น แชมป์ และ แชมป์-ทู (CHAMP-II) และรุ่น พิเศษ แชมป์ เลดี้ รวมถึงรุ่น NEW GENERATION POWER รุ่นพิเศษ แลนเซอร์ Black Knight
นอกจากนี้ยังได้แนะนำ แลนเซอร์ แฮตช์แบ็ก หรือที่เรียกกันว่า "แชมป์ 3 ประตู" และปรับโฉมทุกรุ่นและเรียกชื่อรุ่นใหม่ว่า CHAMP-III
ทั้งนี้ในพ.ศ. 2531 มิตซูบิชิยังสามารถเปิดหน้าประวัติศาสตร์ด้านการส่งออกรถยนต์ของเมืองไทยด้วยการส่งออก "แลนเซอร์ แชมป์" จำนวน 420 คันแรก ไปยังประเทศแคนาดา พร้อม การแนะนำ เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในประเทศญี่ปุ่น ในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2531 โดยเป็นการเปลี่ยนมาใช้ตัวถัง ฟาสต์แบ็ก 5 ประตู ตามมาด้วย เจนเนอเรชั่นที่ 6 ในปี 2534 ซึ่งถือเป็นรุ่นที่นำชื่อ ของแลนเซอร์กลับมาสู่การแข่งขันแรลลี่โลกอีกครั้ง
โดยเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2535 และมีการปรับโฉมต่อเนื่องทุกปี ซึ่งตลอดอายุที่ทำตลาดในเมืองไทย แลนเซอร์รุ่นนี้สามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะรถยนต์นั่งมิตซูบิ ชิที่ขายดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยตัวเลขยอดขายสะสมรวมตั้งแต่พ.ศ. 2535-2539 มากถึง 73,286 คัน
ในขณะที่แลนเซอร์ ในเจนเนอเรชั่นที่ 7 ถือเป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั่วโลกโดยเปิดตัวสู่ตลาดเมืองไทยใน พ.ศ. 2539 และมี วาเนสซา เมย์ (Vanessa Mae) ศิลปินนักไวโอลินชื่อดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการปรับโฉมพร้อมเพิ่มนวัตกรรมใหม่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II SPORTRONICS ที่มีโหมด บวก-ลบ ให้ผู้ขับขี่เลือกเปลี่ยน เกียร์ได้เองเป็นครั้งแรกในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถทำตัวเลขยอดขายได้สูงเป็นประวัติการณ์ เพียง 4 เดือน ทำตัวเลขได้ถึง 12,801 คัน ในส่วนของรุ่นปัจจุบันอยู่ใน เจนเนอเรชั่นที่ 8 เริ่มในปี 2543 กับแลนเซอร์ ซีเดีย ถือเป็นครั้งแรกที่มิตซูบิชินำเอาขุมพลังเทคโนโลยีฉีดเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ GDI นำมาผนวกกับระบบส่งกำลังอัตราทดแปรผัน CVT วางลงในโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE BODY รองรับแรงกระแทกจากการชนทั้งด้านหน้าด้านข้างและด้านหลังได้เป็นอย่างดี โดยเปิดตัวในเมืองไทยในปี 2544 และมี จอน บอง โจวี
เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา จากนั้นในพ.ศ. 2545 ได้มีการปรับโฉมครั้งแรก และเพิ่มทางเลือกใหม่ในสไตล์สปอร์ตใน พ.ศ. 2546 ด้วยแลนเซอร์ 1.8 VIRAGE ตกแต่งด้วยสีแดงเพลิงรอบคัน หลังจากนั้นในต้นปี 2547 ทำการปรับโฉมครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า-หลังใหม่ทั้งหมดมาเป็นแบบโค้งมน ด้วยกระจังหน้าทรงพิระมิด ก่อนจะมีการแนะนำรุ่นไมเนอร์เชนจ์และรุ่นพิเศษ ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดได้แนะนำแลนเซอร์ ซีเอ็นจี (CNG) ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) สำหรับลูกค้าที่ ต้องการรถยนต์นั่งที่ให้ทั้งความคุ้มค่าคุ้มราคาและการประหยัด
การมาของ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ (EX) ใหม่ สอดรับการการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คงจะทำให้ตลาดคอมแพ็กคึกคักมากขึ้นอีกครั้ง



