ไลฟ์สไตล์

เครือข่ายหลักประกันฯภาคใต้ว็อกเอาท์เวทีแก้กฎหมายบัตรทอง

เครือข่ายหลักประกันฯภาคใต้ว็อกเอาท์เวทีแก้กฎหมายบัตรทอง

10 มิ.ย. 2560

ประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายบัตรทองเวทีแรกวุ่น เครือข่ายหลักประกันสุขภาพฯภาคใต้เดินออก ย้ำต้องยุติรับฟังความเห็น ลั่นไม่เห็นด้วยเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการเป็นบอร์ดสปสช.

     ที่โรงแรมลีการ์เดนท์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2560 นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณา (ร่าง) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีประชาพิจารณ์ (Public Hearing)เรื่อง“การแก้ไขเพิ่มเติม (ร่าง) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ครั้งแรก โดยมีผู้แทนวิชาชีพทางการแพทย์ ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และเครือข่ายประชาชนสนใจเข้าร่วมเพื่อแสดงความเห็นทั้งลงทะเบียนล่วงหน้าและลงทะเบียนที่ที่ประชุมเป็นจำนวน เกือบ 300 คนตามเป้าหมาย

    นางชโลม เกตุจินดา ประธานเครือข่ายหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนภาคใต้ ได้แสดงความคิดเห็นโดยระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งดำเนินมาร่วม 15 ปีแล้วถือเป็นระบบที่ดี ซึ่งเท่าที่ดูข้อเสนอ 14 ประเด็น ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข เนื่องจากมองว่ากำลังทำให้ประชาชนถูกริดรอนสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพ และจะทำให้ สปสช.กลายเป็นกรมหนึ่งของกระทรงสาธารณสุข อีกทั้งกระบวนการรับฟังความเห็นนอกจากไม่เปิดกว้าง ยังจำกัดเวลามาก ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชนจึงเห็นว่าอยากให้เริ่มต้นกระบวนการแก้ไขกฎหมายใหม่ พร้อมกับตะโกนข้อความว่า“หากแก้ไขแล้วแย่ อยากให้เริ่มใหม่”

      ต่อจากนั้นกลุ่มเครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ได้ว็อกเอาท์ออกจากเวทีประชาพิจารณ์ฯ พร้อมกับได้ร่วมตัวอ่านแถลงการณ์บริเวณหน้าห้องประชุม เพื่อยืนยันเจตนารมณ์“แก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพประชาชนต้องมีส่วนร่วม หยุด!!!กระบวนการและเริ่มใหม่”

       แถลงการณ์ระบุว่า“เครือข่ายฯ ได้ติดตามการใช้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อระบบบริการสุขภาพภาพรวมเป็นอันมาก ลดการล้มละลายครัวเรือนชัดเจน ขณะเดียวกันก็พบข้อติดขัดทางปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามหลักการระบบหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ มาตรฐานการรักษาเดียวกันทุกกองทุน การแยกผู้จัดบริการและผู้บริการ การครอบคลุมประชากรทุกลุ่ม การร่วมจ่ายภาษีทางตรงและทางอ้อม ไม่เรียกเก็บ ณ.จุดบริการ และสิ่งสำคัญคือหลักการการมีส่วนร่วมที่ต้องสนับสนุนให้ภาคประชาชนจัดบริการ

      ทั้งเราพร้อมร่วมประชาพิจารณ์เพื่อแก้ไขกฎหมายแต่ต้องคงหลักการสำคัญข้างต้น แต่กระบวนการรับฟังความเห็นที่จำกัดผู้เข้าร่วม 300 คน กำหนดเวลา 3 นาที รวมทั้ง 14 ประเด็นที่แก้ไขยังมีนัยยะขัดหลักการสำคัญที่เครือข่ายกังวล ทั้งการเพิ่มคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ในสัดส่วนผู้ให้บริการ การเน้นปลดล็อกการเบิกจ่ายเงินหน่วยบริการ ทั้งไม่ให้ความสำคัญต่อข้อเสนอประชาชนต่อการเข้าถึงยา

     ดังนั้น เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์รับฟังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 77 และทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดความยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ยุติกระบวนการรับฟังความเห็นครั้งนี้ และจัดกระบวนการรับฟังความเห็นใหม่โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มจัดทำข้อเสนอ ซึ่งเครือข่ายฯ จะยังคงติดตามการแก้ไขกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคงเจตนารมณ์และหลักการต่อไป

   ด้านนพ.พลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่เครือข่ายประชาชนออกจากเวทีประชาพิจารณ์ก่อน และแถลงการณ์นอกห้องประชุม นับเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยและเป็นสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ แต่อยากฝากไปยังประชาชนที่ออกไปก่อนว่ายังสามารถแสดงความเห็นผ่านทางระบบออนไลน์ได้ โดยยังเปิดกว้างรับฟังความเห็นเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ดียิ่งขึ้นตามที่มุ่งหวัง