
(ยัง)ไม่มีใครเห็นด้วย "ร่างกฎหมายบัตรทอง(ฉบับใหม่)"
ดูเหมือนเวทีประชาพิจารณ์จะถูกเมินจากคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็น อาจเป็นเพราะความคิดเห็นผ่านเวทีก็จะจมหาย สู้ออกมาเล่นนอกเวทีความคิดเห็นจะได้รับความสนใจมากกว่า!
เริ่มยกแรกก็มันแล้ว! เมื่อคณะกรรมการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.ประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ที่มี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน ได้เห็นชอบร่างพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่...)พ.ศ.... และเริ่มให้มีการประชาพิจารณ์ร่างพรบ.ฉบับนี้ โดยเริ่มเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ในระบบออนไลน์ และกระจายอีก 4 ภูมิภาคในช่วง 10-18 มิถุนายน
แต่ดูเหมือนเวทีประชาพิจารณ์จะถูกเมินจากคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็น อาจเป็นเพราะเชื่อว่าความคิดเห็นที่แสดงไปผ่านเวทีก็จะจมหาย สู้ออกมาเล่นนอกเวที ความคิดเห็นจะได้รับความสนใจมากกว่า ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วย!!!
หลังเปิดประชาพิจารณ์เพียง 4 วัน กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ บิ๊กตู่ ขอให้ยุติกระบวนการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง และให้เริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด เพราะเห็นว่าการดำเนินการไร้ธรรมาภิบาล ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ยุครัฐบาลขิงแก่ ก็โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเชิงสื่อสารไปถึง”บิ๊กตู่”โดยตรงความตอนหนึ่งว่า การที่มีความพยายามจากผู้ให้บริการ พยายามเสนอแก้กฎหมายเพื่อให้อำนาจการตัดสินใจการบริหารจัดการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)และงบประมาณไปอยู่ในอำนาจของตน ถ้าท่านนายกฯปล่อยไปจะเป็นการทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการคือสปสช.ที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ออกจากผู้ให้บริการ เพราะหากเงินเอาไปใส่มือให้ผู้ให้บริการแล้วจะไม่มีหลักประกันใดๆว่าผู้บริการจะควักกระเป๋าเอาเงินมาจ่ายค่าบริการให้ประชาชนอย่างเหมาะสม
“ท่านนายกฯครับ กฎหมายที่กรรมการแก้ไขและกำลังจะเสนอท่านนั้น ผมพิจารณาเห็นว่ามีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรมครับ” นพ.มงคล โพสต์
แม้แต่ฝ่ายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกลุ่มเอ็นจีโอ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ก็ไม่เห็นด้วยกับร่างพรบ.ใหม่นี้เช่นกัน เนื่องจากการยกร่างกฎหมายใหม่นี้ พบว่า มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อจะให้อำนาจกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)สั่งจ่ายเงินกองทุนนอกเหนือจากการให้บริการสาธารณสุขแก่บุคคล ซึ่งจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ไม่สุจริตได้ง่าย และไม่ตรงกับเป้าหมายของการจัดตั้งกองทุนนี้ ,ไม่มีการแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากกองทุน
การแก้ปัญหาที่มาของบอร์ดไม่สามารถตอบโจทย์ได้ เพราะองค์ประกอบบอร์ดตามตำแหน่งมากเกินไป และสัดส่วนจากองค์กรเอกชนก็ไม่มีความรู้ด้านการประกันสุขภาพ และกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นกรรมการไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ถึงความสุจริต/โปร่งใส ทำให้เกิดการสืบทอดทายาทกลุ่มเดิมๆ และสัดส่วนผู้แทนหน่วยบริการที่เพิ่มมาอีก 7 คน จะยิ่งทำให้จำนวนบอร์ดมากขึ้น ควรลดผู้ทรงคุณวุฒิ หรือกรรมการจากตำแหน่งลง
อีกทั้ง มีการเพิ่มเติมให้สปสช. รับเงินอุดหนุนจากหน่วยงานต่างๆ และรายได้ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นการออกข้อยกเว้นให้ สปสช. สามารถไป “ขอเงินบริจาค” แต่ไม่นำมาหักลดจากงบประมาณที่ขอไปจากภาษีประชาชน จึงมีคำถามว่า การเขียนกฎหมายเช่นนี้ เขียนเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน หรือเพื่อผลประโยชน์ของ สปสช.?
รวมถึง การกำหนดคุณสมบัติของเลขาธิการ สปสช. นั้นในร่างกฎหมายใหม่ ได้กำหนดเรื่องการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ชัดเจน แต่ควรกำหนดให้เลขาธิการ รองเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. เป็นบุคคลตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. เพื่อไม่ให้เลขาธิการมอบอำนาจให้รองหรือผู้ช่วยเลขาธิการดำเนินการแทนในกรณีต้องห้ามตาม ม.100 และไม่มีการแก้ไขให้ บอร์ดสปสช.ทำหน้าที่เฉพาะการบริหารกองทุนเท่านั้น ห้ามก้าวก่ายการบริหารงานของสธ.
ขณะที่ นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) แสดงความเห็นด้วยว่า การแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ช่วยแก้ปัญหาในระบบสาธารณสุขที่มีปัญหาเรื้อรังมายาวนานได้ส่วนหนึ่ง อย่างเรื่องบทบาทของสปสช.ควรดูแลกำกับตรวจสอบให้ประชาชนได้รับสิทธิที่ควรจะเป็น แต่ปัจจุบันกลับลงมาเล่นเองทุกอย่าง ทั้งการกำหนดเรื่องการใช้ยา กำหนดวิธีการรักษา กำหนดเกณฑ์การจ่ายเงิน ซึ่งหลายคนมองว่าสร้างปัญหามากควรต้องมีการปรับแก้ไขและเมื่อมีการแก้ไขให้มีการตั้งคณะกรรมการต่อรองราคาขึ้นมาใหม่และให้การจัดซื้อกลับมาที่โรงพยาบาลก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเพราะที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลก็สามรถทำกันได้ ไม่ต้องกังวลกัน หากกังวลก็สร้างระบบการตรวจสอบขึ้นมา หรือเรื่องการดูแล ป้องกันรักษาโรคนั้นคิดว่าการที่ให้ผู้เชี่ยวชาญทำย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
“การที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ก็เกิดมาจากการที่คนทำงานจริงๆ แล้วรู้ว่ามีปัญหาอะไร เลยอยากให้มีการแก้ไขเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น และเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่กลับมาเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เล่นการเมืองมากเกินไป ต้องเอาการเมืองออกไป อำนาจจะอยู่ที่ใครก็ตาม ขอให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในระบบสาธารณสุขไทยยังมีปัญหาอีกมาก และเรื้อรังมานาน การแก้พ.ร.บ.อย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้นคิดว่าควรใช้โอกาสนี้ที่คนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านสาธารณสุขควรระดมสมองและหาทางปฏิรูประบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น” นพ.ประดิษฐ์กล่าว
การยกร่างพ.ร.บ.บัตรทอง(ใหม่)เหมือนว่าเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มต่างๆที่เกาะติดเรื่องนี้จะยังไม่เห็นด้วย เพราะประเด็นที่แก้ไขใหม่ ยังไม่โดนใจ!!!
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่รู้ว่า มวยยกนี้ จะทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ เพลี่ยงพล้ำจนต้องยอมยุติการเดินหน้าปรับปรุงแก้ไขบัตรทองหรือไม่ เพราะก็สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประชาชนเกือบ 49 ล้านคนที่ใช้สิทธิ์บัตรทองคัดค้านหากรัฐไม่รีบเร่งชี้แจงทำความเข้าใจตามข้อเท็จจริง ถึงเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการปรับแก้
หรือจะยังยืนยันเดินหน้าต่อไป เพื่อทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยยั่งยืน มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ตามเจตนารมย์ของการปฏิรูประบบสาธารณสุข
จึงไม่รู้ว่ารูปการณ์เป็นแบบนี้แล้วจะทำให้ใครจะอยู่ หรือใครจะเละ จากการผลักดันแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ !!!! ท่ามกลางกระแสที่พูดกันสนั่นวงการสาธารณสุขไทยว่า “หากไม่ใช่ยุคนี้ ก็คงยากที่จะมีรัฐบาลไหน เดินหน้าเรื่องนี้อีก เพราะ 49 ล้านคนเป็นฐานเสียงสำคัญของนักการเมือง พรรคการเมืองไหนจะกล้าแตะ”!!!
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0



