
กรุงแตกยุคดิจิทัล
ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาใกล้แตก สภาพบ้านเมืองในขณะนั้นผู้คนแตกแยกอย่างหนัก ผู้มีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองขาดความรู้ หูเบาเชื่อคนง่าย อีกทั้งผู้มีหน้าที่ในการบริหารกิจการราชการก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตน ยิ่งกว่านั้น ประชาชนต่างจมปลักอยู่กับคุณไสย หลงใหลในเวท
ในปี 2475 เมื่อกลุ่มนักเรียนนอกกับเหล่าอำมาตย์รวมตัวกันเรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” ทำการปฏิวัติ ยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 7 เปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ที่อำนาจการปกครองเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง มาในปี พ.ศ.นี้ 2552 รวมระยะเวลา 77 ปีของการเปลี่ยนแปลง อำนาจการปกครองมิเคยได้เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แต่เป็นอำนาจที่ผลัดกันอยู่ในหมู่คนเพียง 3,000 กว่าคน ที่ประกอบด้วย นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และนายทุน ต่างแย่งชิงผลัดเปลี่ยนอำนาจกันไปมาตลอด 77 ปี มิหนำซ้ำบ้านเมือง
ณ วันนี้ มีสภาพเหมือนก่อนกรุงแตกอย่างไม่ผิดเพี้ยน ผู้มีอำนาจไร้ทั้งคุณธรรมและความรู้ หูเบา เชื่อคนง่าย หวงอำนาจ ประชาชนแตกแยกอย่างไม่มีทางประสาน ผู้คนทุกระดับหลงใหลในเวทมนตร์คาถาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เพียงแต่เวทมนตร์คาถาในยุคดิจิทัลนี้ มีชื่อเรียกว่า “เงิน” ประชาชนทั่วไปในยุคกรุงแตก พ.ศ.นี้ เชื่อว่าเวทมนตร์คาถาชนิดนี้ยิ่งมีมากก็ยิ่งขลัง จะสามารถบันดาลให้ตนล่องหนหายตัวไปไหนมาไหนก็ได้ จนถึงขั้นยอมทำลาย “ทุกอย่าง” ที่เป็นแหล่งทำมาหากิน แหล่งพึ่งพิงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ ป่า แม่น้ำ ภูเขา ทะเล ไม่ให้เหลือเพื่อเอามาสร้างเวทมนตร์คาถาชนิดนี้
โดยที่เราเรียกรวมๆ กันของคาถาเวทมนตร์ที่มีอยู่ในทุกบ้านในชื่อเรียกเก๋ๆ ภาษาปะกิดว่า จีดีพี โดยมีตัวเลขเป็นตัวชี้วัดความขลัง ยิ่งจีดีพีมากเท่าใด ความขลังก็มีมากเท่านั้น ในยามที่จีดีพี “ตกต่ำ” ผู้นำกรุงแตกยุดดิจิทัลที่ขาดความรู้ก็ตกอกตกใจ ดิ้นรนหายืมเวทมนตร์คาถาจากเมืองอื่น เพื่อมา “โปะและปั่น” ให้รอบของจีดีพีวิ่งสูงขึ้น เพื่อจะได้ชื่อว่ายังเป็นประเทศที่มีเวทมนตร์คาถาขลังอยู่ โดยไม่คำนึงว่า การปั่นให้รอบจีดีพีสูงขึ้นนั้น หมายถึงการล่มสลายของดิน น้ำ ป่า ทะเล ภูเขาอีกสักเท่าใด
ในยุคกรุงแตก อดีตที่เราแพ้สงคราม ผู้คนก็จะถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึก เป็นทาส หมดอิสรภาพ ดินแดนถูกยึดครอง สภาพกรุงแตกในยุคดิจิทัลนี้ของคนไทยก็ไม่ต่างกัน ซ้ำร้ายคนไทยกรุงแตกในยุคนี้ ไม่ได้เป็นทาสแค่ร่างกาย แต่ความเป็นทาสนั้นอยู่ในระดับ จิตวิญญาณ เลยทีเดียว อาณาเขตประเทศถูกรุกล้ำยึดครองแบบแยบคาย ปัจจุบันจะยังมีที่ดินสักเท่าใดที่เป็นของคนไทยจริงๆ ที่ดินส่วนใหญ่ตกเป็นของต่างชาติ หรือไม่ก็นายทุนที่คบค้าร่วมมือกับต่างชาติ ข้าราชการ ขุนนางที่ต้องปฏิบัติราชการก็กลับเมินเฉย
ไม่ปฏิบัติหน้าที่ วันๆ เอาแต่สำเริงสำราญ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ จะมีก็แต่กำลังประชาชนกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังซ่องสุมผู้คน ฝึกอบรม ปลุกระดม ให้ผู้คนเห็นพิษภัยร้ายของเวทมนตร์คาถา “เงิน” อย่างไม่ลืมหูลืมตา หันกลับมาเอา ดิน น้ำ ป่า ทะเล ภูเขา แทนเงิน
เพราะมิเช่นนั้น เวทมนตร์คาถาผิดๆ ที่ติดยึดกันมานาน ก็จะกลับมา “ฆ่า” ตนเองอย่างแน่นอน กองกำลังที่ว่านี้ เรียกตนเองว่า เกษตรโยธิน ท่องมนต์คาถาแบบใหม่ที่ชื่อว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีบ้านเมืองเป็นเดิมพัน และพร้อมจะทุบหม้อข้าวตนเอง เพื่อชิงชัยเอาบ้านเอาเมืองคืนมา
" อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"



