ไลฟ์สไตล์

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้อง "อิสระ"ทำได้จริง?

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้อง "อิสระ"ทำได้จริง?

02 มิ.ย. 2560

2 มิ.ย.บ่าย 2 คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาประชุมนัดแรกพบกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับ 10 เพื่อทำความเข้าใจการทำงานร่วมกัน

     คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 25 คน ซึ่งมีศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัย 85 ปี เป็นประธาน จะทำงานตามภาระหน้าที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 54 มาตรา 258 และ 261

     โดยจะประชุมนัดแรกร่วมกับรมว.ศึกษาธิการ วันที่ 2 มิ.ย.นี้ เวลาบ่าย 2 จากนั้น นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญธีระศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้แถลงข่าวรายละเอียดของการดำเนินการจากนี้ไปทั้งหมด

          ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่าการประชุมจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา บ่าย 2 โมงเป็นต้นไป โดยมี นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญธีระศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการรอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาทั้ง 25 คน คาดว่าจะใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชม. จากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้แถลงข่าวรายละเอียดของการดำเนินการจากนี้ไปทั้งหมด 

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้อง "อิสระ"ทำได้จริง?

   ก่อนหน้านี้ ศ.นพ.กิตติคุณ นพ.จรัส เคยปาฐกถาในหัวข้อ “Education Influencing Future” ในการประชุมวิชาการ The 4th PSU Education Conference เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในภาคใต้จำนวน 200 คน ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่จะมามีผลกระทบทำให้การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การที่เกิดองค์ความรู้ขึ้นจำนวนมากและง่ายต่อการค้นคว้า และสามารถเกิดองค์ความรู้ใหม่มาแทนอย่างรวดเร็ว ทำให้บัณฑิตต้องหมั่นเข้าถึงความรู้อยู่เสมอแต่ต้องรู้จักแยะแยะข้อเท็จจริง

      ต้องมีความรู้ในศาสตร์หลายสาขาและเตรียมตัวสำหรับการก้าวสู่ประชาคมโลก มีความสามารถในการสร้างความเข้าใจ รู้จักนำความรู้ภาคทฤษฎีไปใช้ให้เกิดประสบการณ์และเกิดองค์ความรู้ใหม่

     โดยในอนาคตจะเกิดการแข่งขันระหว่างสถาบันอุดมศึกษามากขึ้น ประชาชนจะมีความคาดหวังต่อบริการของมหาวิทยาลัยมากขึ้น เกิดความหลากหลายด้านอายุของผู้เรียนซึ่งทำให้วิธีการเรียนการสอนต้องมีความหลากหลายตามไปด้วย

       “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมรับมือในอนาคต ต้องตระหนักว่านี่เป็นวิกฤติที่ทำให้เราก้าวเดินแบบวิธีการเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว อาจต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการจัดการเรียนการสอน การกำกับดูแลคุณภาพ การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ความร่วมมือ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่ปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรจึงทำให้การปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นเท่านั้น” ศ.กิตติคุณนพ.จรัสกล่าว

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้อง "อิสระ"ทำได้จริง?

    ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา

   ยิ่งโลกเปลี่ยนเป็นโลกดิจิตอล การศึกษาต้องยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กทุกคน ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างศักยภาพเด็กไทยสามารถช่วยเหลือตัวเองและประเทศชาติได้ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสนช. ในฐานะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษากล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ 

       ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ ที่แต่งตั้งขึ้นมาจากหลากหลายหน่วยงาน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทุกคนล้วนพร้อมและตั้งใจจริงที่จะขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระฯ เน้นการปฏิรูปผู้เรียน การเรียนการสอน หลักสูตร การพัฒนาครู สร้างระบบกลไก ข้อเสนอแนะ ทำให้เด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้อง "อิสระ"ทำได้จริง?

      “คณะกรรมการอิสระฯ ชุดนี้ มีบทบาททั้งเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็น เสนอแนะและออกร่างกฎหมายต่างๆ รวมถึงจัดตั้งกองทุน ฯ เพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา คณะกรรมการอิสระฯ ล้วนมาจากทุกภาคส่วน บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ แตกต่างและไม่ได้ถูกจำกัดในเรื่องบางเรื่องอย่างที่ผ่านมา อย่ามองว่าจะล้มเหลว อยากให้ช่วยมอง ช่วยเสนอแนะ หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา ให้คณะกรรมการอิสระฯ ชุดนี้ได้ทำงาน ได้ร่วมยกระดับคุณภาพ แก้ปัญหา ปฏิรูปการศึกษาไทย”

     คณะกรรมการอิสระฯ ทุกคนพร้อมทำหน้าที่ ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อีกหนึ่งสมาชิกคณะกรรมการอิสระ ฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามยกระดับการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสติปัญญาให้สามารถเรียนร่วม ใช้ชีวิตร่วมกับโรงเรียนได้ เพราะแม้จะมีการจัดการศึกษา อำนวยความสะดวกให้เด็กพิการได้เรียนร่วม เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้แล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ

      “การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา พยายามให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ เอาเด็กเป็นที่ตั้ง แต่ก็ยังขาดองค์ความรู้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการพัฒนา การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสมอง ทำให้การพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องด้วยขาดบูรณาการร่วมกัน โรงเรียนไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกาย และสมองของเด็ก ไม่มีระบบการคัดกรองเด็กที่ดี ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จะดูแลช่วยเหลือเด็กพิการ เพื่อทำให้เด็กได้รับการแก้ไขความบกพร่องตั้งแต่แรก”

     ดร.ตวง  อันทะไชย ประธานกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่ทำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทำทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาล-อุดมศึกษา และเป้าหมายของการปฏิรูปต้องลงไปสู่โรงเรียน ห้องเรียน ครู และเด็ก ปรับปรุงหลายเรื่องให้สอดคล้องกัน ทั้งกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นแอคทีฟเลิร์นนิ่ง การผลิตการพัฒนาครู เชื่อมโยงไปถึงการสอน การทดสอบที่วัดผลทั้งในประเทศและการวัดผลในระดับนานาชาติ ดังนั้น เป้าหมายท้ายสุดของการปฏิรูปจะต้องลงไปเด็ก

     แต่จะว่าไปแล้วคณะกรรมการอิสระฯทั้ง 25 คนคงไม่สามารถทำภาระให้กิจให้ลุล่วงไปได้โดยกำลังคนเพียงเท่านั้น ในอนาคตจะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือ เลขานุการชุดต่างๆเพิ่มขึ้นเพื่อมาช่วยให้การดำเนินการภาระกิจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 3 มาตรานั้นเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใดต้องติดตาม ...

       0 ทีมข่าวคุณภาพชีวิต [email protected] 0