
แนะครูหยิบเรื่องใกล้ตัววิจัยพัฒนาตนเอง
วรากรณ์ แนะครูหยิบเรื่องใกล้ตัวมาสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาตนเอง ย้ำงานวิจัยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เพียงอย่างเดียว ระบุสกศ.จำเป็นต้องกำหนดแนวทางเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขณะที่ จุรินทร์ ชี้งานวิจัยต้องสอดคล้อง และสนองตอบปฏิรูปรอบ 2
ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ วันที่ 10 ก.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง นโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ในการประชุมทางวิชาการ การวิจัยทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 13 หัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมี รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการ สกศ. ให้การต้อนรับ ว่า การปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่ 2 จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552-2561 ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบรายละเอียดแล้ว ทั้งนี้ เป้าหมายของการปฏิรูปนั้น คือ ทำอย่างไรให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นงานหนักและยากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทราบว่าการประชุมครั้งนี้จะมีการนำผลวิจัยที่คัดเลือกแล้ว 16 เรื่องมาร่วมระดมความคิดเห็น ซึ่งงานวิจัยทุกชิ้นถือมีส่วนสำคัญที่จะช่วยต่อยอดนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน และสนองตอบกับการปฏิรูป ที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดัน แต่การสร้างงานวิจัยนั้นทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจบนพื้นฐานเดียวกันด้วยว่าเป้าหมายเพื่ออะไร เนื้อหาสาระที่จะนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยเพื่อต่อยอดคืออะไร เพราะหากไม่เข้าใจบนพื้นฐานเดียวกันแล้วสิ่งที่ได้จะไม่สนองตอบความต้องการที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นงานวิจัยในระยะเวลา 10 ปีจำเป็นต้องให้ความสำคัญและตอบสนองทิศทางของปฏิรูปให้ได้
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญของปฏิรูป 3 เรื่อง คือ คุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะด้านคุณภาพ ศธ.มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพัฒนากลไกเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย 4 เรื่องใหม่ ได้แก่ 1.สร้างคนไทยยุคใหม่ ให้เป็นคนเก่ง ดี มีความสุข และภูมิใจในความเป็นไทย 2.ครูยุคใหม่ ที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สอนดีมีคุณภาพที่สุดท้ายจะส่งผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกของเด็ก โดยจะพัฒนาครูจำนวน 5 แสนคน โดยจะมีการสร้างครูพันธุ์ใหม่ 35,100 คนเพื่อทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการในอีก 9 ปีจากนี้ 3.การสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ เช่น อุทยานการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ ฯลณ และ4.การบริหารจัดการแบบใหม่ แสวงหาการมีส่วนร่วมและมีธรรมาภิบาล ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้าปฏิรูปฯ ศธ.ได้เตรียมโครงการรองรับ เช่น โครงการ Tutor Channel โครงการห้องสมุด 3ดี ฯลฯ
ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวว่า การพัฒนางานวิจัยเพื่อการพัฒนาครู ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ส่วนใหญ่มักจะเน้นในเรื่องการทำงานวิจัยชิ้นใหญ่มีทุนเพื่อศึกษาวิจัย แต่ความจริงแล้วครูสามารถทำงานวิจัยโดยหยิบนำเรื่องใกล้ตัวมาทำได้ เช่น งานวิจัยในชั้นเรียนในวิชาที่ตนเองสอน ซึ่งการทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นตัวเร้าให้เพื่อนครูเกิดความสนใจที่จะทำตาม เกิดการสร้างผลงานวิชาการที่มีคุณภาพเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะเมื่อปฏิรูปฯ เน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญงานวิจัยถือเป็นตัวหนึ่งที่จะช่วยชี้และสะท้อนในเรื่องของคุณภาพของครูที่มีและส่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ซึ่งงานวิจัยที่พอจะทำได้ เช่น งานวิจัยเรื่องการสอนคละชั้น งานวิจัยที่เจาะกลุ่มพื้นที่ ฯลฯ เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของ สกศ.ที่จะต้องกำหนดแนวทางอาจจะ 4-5 เพื่อให้ครูที่มีความสนใจและต้องการสร้างงานวิจัยมีทิศทางการวิจัยที่แน่ชัดและทำได้ตรงจุด



