
เข้าป่าหากล้วยไม้ครั้งแรกในชีวิต (15)
ครับ ! ผมได้มีโอกาสสัมผัสและเริ่มรู้สึกถึงสังคมมนุษย์ซึ่งมีการเอารัดเอาเปรียบกัน โดยเฉพาะจากคนระดับซึ่งชีวิตมีโอกาสเหนือกว่า ที่กระทำกับชีวิตซึ่งด้อยกว่าตน ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เราก็ได้พบกับภาพดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าจะผ่านไปยังหมู่บ้านในอำเภอไหน แม้ในพื้นที่ซึ่งกา
กองเกวียนของเรายังคงเดินทางผ่านสภาพฝนฟ้าอากาศเท่าที่เล่ามาแล้วต่อมาอีก จนถึงช่วงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณเชิงเขาพนมรุ้ง ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่มีผู้คนกระจายอยู่มากนัก นอกจากสภาพที่เป็นป่าปรากฏอยู่ทั่วไป หากพบผู้คนซึ่งตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ปรากฏว่าพูดภาษาเขมร แต่คนเกวียนในคณะเรามีคนพูดเขมรได้คล่อง หากจะสื่อสารอะไรกันบ้างคงไม่มีปัญหา
หลังจากเดินทางผ่านมาแล้วหลายวัน ค่ำวันหนึ่งขณะที่กำลังตั้งกองพักแรมในป่าแห่งหนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างอ่อนเพลีย จึงรีบจัดการทุกสิ่งอย่างรวมทั้งอาหารมื้อนั้นจนเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็ตรวจตราเรื่องการนำวัวทั้งหมดเข้าไปไว้กลางวงล้อมของเกวียน รวมทั้งมีการก่อกองไฟไว้บริเวณรอบนอก พอดีกับฝนที่เริ่มโปรยลงมาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความมืดและความเงียบสงัดของป่าอันร่มเย็น จึงชวนให้รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ผมจึงแทรกตัวเข้าไปในประทุนเกวียนซึ่งเป็นช่องแคบๆ และก่อนที่จะเอนตัวลงนอนก็ไม่ลืมดึงม่านสองข้างเข้ามาปิดไว้
ปกติ เราจะนอนโดยหันศีรษะไปทางด้านท้ายหันปลายขามาทางด้านหน้าซึ่งชนกันกับตีนม่านพอดี ค่ำวันนั้นผมนอนฟังเสียงเม็ดฝนที่หยดลงมาจากต้นไม้กระทบกับหลังคาเกวียน ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงวิญญาณของธรรมชาติซึ่งได้รับจากความเงียบสงัด กระทั่งหลับไปอย่างปราศจากความรู้สึกวิตกกังวลใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งในลักษณะ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ต่อเมื่อหูได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายกับมีวัตถุอะไรมาขูดกับส่วนใดส่วนหนึ่งของเกวียน แต่ก็ไม่รุนแรงนัก นอกจากเป็นเสียงซึ่งดังเป็นช่วงๆ แต่ต่อเนื่องกันไป ซึ่งตัวเองก็พยายามเงี่ยหูฟังและคิดแยกแยะอยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ ประกอบกับความรู้สึกงัวเงีย จึงไม่คิดจะลุกขึ้นมาเพื่อออกไปดูให้เห็นชัด คงปล่อยให้ดังต่อไป ส่วนตัวเองก็ต้องการจะนอนต่อ
"ระพี สาคริก"



