เมียนมาร์เก็บ"ภาษีบาป"ตั้งกองทุนสุขภาพ
กรมสรรพากร เมียนมาร์ ตามรอย สสส. ไทย เตรียมตั้งกองทุนสุขภาพ หนุน จัดเก็บภาษีบาป หลังพบชาวชนบทบริโภคยาสูบหนัก
นายโก โก เอ (Ko Ko Aye) อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ประเทศเมียนมาร์ กล่าวในระหว่างการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเทศไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหารมูลนิธิสาธารณสุขประชาชน (People Health Foundation :PHF) เพื่อเตรียมจัดตั้งองค์กรสร้างเสริมสุขภาพแห่งเมียนมาร์ โดยได้ศึกษาเรื่องขั้นตอนการก่อตั้ง สสส.ไทย กระบวนการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) จากภาษีสรรพสามิตยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยสนใจกระบวนการจัดตั้งกองทุนสุขภาพแบบองค์รวม การจัดหาแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนการทำงานของ สสส. โดยเฉพาะในด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับสาธารณะถึงแนวทางการจัดการสุขภาพอย่างบูรณาการผ่านการทำงานร่วมกับหลายองค์กร เพราะขณะนี้เมียนมาร์ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะเพื่อทำหน้าที่สร้างเสริมสุขภาพ โดยยังมุ่งแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขที่เป็นการรักษาสุขภาพจากโรคและการเจ็บป่วยมากกว่า
“หากเมียนมาร์ ใช้มาตรการภาษีบาปเพื่อสุขภาพ เหมือน สสส. ไทย เมียนมาร์น่าจะเก็บภาษีได้สูงกว่าไทย เพราะมีการจำหน่ายสินค้าเหล่านี้จำนวนมาก และหาซื้อได้ง่าย อุตสาหกรรมยาสูบก็กำลังเติบโตรวดเร็วในเมียนมาร์ แม้แต่ในชนบทก็มีการค้าขายอย่างแพร่หลาย หากเมียนมาร์สามารถก่อตั้งองค์กรสุขภาพได้ จะต้องมาเรียนรู้การดำเนินงานเพิ่มเติมจากสสส.ไทยในฐานะองค์กรสุขภาพต้นแบบ เพราะเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของเมียนมาร์ให้มั่นคง โดยจะนำไปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา พร้อมจะเชิญคณะผู้บริหาร สสส. ไทย เข้าร่วมให้คำปรึกษาต่อฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องการจัดเก็บภาษีเฉพาะและการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพด้วย” นายโก โก แอ กล่าว
นาย ออง เจียง (Aung Kyaing) กรรมการ PHF กล่าวว่า จากการสำรวจครั้งล่าสุดของมูลนิธิฯ พบว่า ประชากรเมียนมาร์ เพศชายมีอัตราการสูบยาสูบทุกประเภท ทั้งการสูบบุหรี่ ซิการ์และใช้ยาเส้นกับการกินหมาก สูงถึงร้อยละ 45 และเพศหญิง ร้อยละ8-9 ส่วนมากอายุระหว่าง 28-60 ปี ทั้งนี้จากการสำรวจโรคที่เกิดจากยาสูบและบุหรี่ พบว่า ประชากรที่มีประวัติเป็นมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก ล้วนมีประวัติการบริโภคยาสูบทั้งสิ้น จึงเห็นด้วยหากเมียนมาร์จะรณรงค์ลดการสูบ แต่ปัญหา คือ มูลนิธิเป็นองค์กรเอกชนที่มีทุนจำกัด ทำให้การรณรงค์เข้าไม่ถึงพื้นที่ห่างไกล และเมียนมาร์เองยังมีกฎหมาย หรือคณะปกครองระดับรัฐด้วย ดังนั้นการสร้างนโยบายสุขภาพแค่ส่วนกลางคงยังไม่พอ แต่อาจจะต้องเริ่มก่อตั้งในพื้นที่เมืองก่อนแล้วค่อยขยายไปสู่ชนบท
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. เป็นต้นแบบกลไกการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ และภูมิภาคอื่นๆ เช่น ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย มองโกเลีย เกาหลีใต้ โอมาน ฯลฯ โดยมีคุณลักษณะที่พิเศษ ทั้งรูปแบบการก่อตั้งโดยกฎหมาย ให้งบประมาณกองทุนมาจากการจัดเก็บภาษีเฉพาะ เป็นภาษีส่วนเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบอีกร้อยละ 2 และมีการบริหารงานเป็นองค์กรรัฐนอกระบบราชการ เพื่อให้สามารถทำงานประสานกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ประชาสังคม วิชาการ ท้องถิ่น และเอกชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ หากประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเมียนมาร์ สามารถก่อตั้งกองทุนสุขภาพสำเร็จ สินค้าที่เป็นอันตรายสุขภาพเช่นบุหรี่ เหล้า ได้รับการจัดการที่ดีก็จะทำให้สุขภาพของประชาชนชาวเมียนมาร์ดีขึ้นแล้ว ยังจะส่งผลถึงประเทศไทยด้วย



