
คนไทยรอบรู้เรื่อง"3 อ. 2 ส."อยู่ในระดับไม่ดีพอมากถึง59.4 %
คนไทยวัย 7-18มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับแค่พอใช้ถึง 86.48 % แนะแนวทางเจ้าหน้าที่ช่วยยกระดับ เผยแคนาดาต้องเสียเงินราว 8 พันล้านดอลลาห์ เพราะคนรอบรู้ไม่พอ
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ(Health Literacy) มีความสำคัญต่อสุขภาพของคนไทย โดยความรู้ด้านสุขภาพ หมายถึงความรอบรู้และความสามารถของบุคคลในการกลั่นกรอง ประเมินข้อมูลที่ได้รับจากทุกช่องทาง และตัดสินใจจากข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองและประเมินแล้ว ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ บุคคลที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงมีรายได้เฉลี่ยสูง มีการศึกษาดี มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดี เข้าถึงการบริการสุขภาพมาก เข้าถึงและเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมาก และสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและครอบครัวได้เหมาะสม
“ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอมักพบในกลุ่มบุคคลที่มีระดับกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ การบริโภคอาหารไม่เหมาะสม สูบบุหรี่ ดื่มสุรา การศึกษาน้อย ผู้สูงอายุ และผู้ลี้ภัย ซึ่งในปี พ.ศ.2552ประเทศแคนาดามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพราว 8 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3-5 หรือของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศ มีสาเหตุมาจากความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ และเมื่อปี พ.ศ.2541 สหรัฐอเมริกาต้องจ่ายค่าดูแลสุขภาพเพิ่มเติมกว่า 73 พันล้านดอลลาห์สหรัฐให้กับการที่ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ”นพ.วชิระกล่าว
นพ.วชิระ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย พบว่า ประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือกลางในการวัดระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพครบทุกมิติ ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทยในกลุ่มอายุ 7-18 ปี อยู่ในระดับพอใช้ร้อยละ 86.48 และระดับดีมาก ร้อยละ 5.25 ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย เรื่อง 3 อ .2 ส. คือ อาหาร ออกกำลัง อารมณ์ ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ในระดับไม่ดีพอ ร้อยละ 59.4 พอใช้ร้อยละ 39 และระดับดีมาก ร้อยละ 1.6 ขณะที่สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนประชากรที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับน้อย ร้อยละ 30 และสิงคโปร์ ร้อยละ 24
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวด้วยว่า แนวทางปฏิบัติเพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะนำไปใช้ อาทิ แสดงความเชี่ยวชาญด้วยการเป็นต้นแบบของบุคคลที่มีความสามารถในการแสวงหา ทำความเข้าใจ และใช้ข้อมูลเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งการมีสุขภาพดี รวมถึง เลือกใช้คำที่ง่ายในการเข้าใจและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ผลิตสื่อทีมีความง่ายต่อการเข้าใจและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ให้ข้อมูลที่ผู้รับสารจำเป็นต้องรู้และทำ เพื่อป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพ
เริ่มต้นด้วยการบอกในสิ่งที่ผู้รับสารควรทำ แทนการบอกห้าม กระตุ้นให้ผู้รับข้อมูลถามคำถามแทนการถามว่า มีคำถามหรือไม่ เช่น ท่านต้องการที่จะถามอะไรบ้าง และตรวจสอบความเข้าใจโดยเทคนิค การสอบกลับ(Teach back technique) เช่น ท่านจะบอกคนที่บ้านอย่างไร หากกลับไปแล้วมีคนถามว่า เจ้าหน้าที่ได้บอกอะไรมาบ้าง เป็นต้น



