
มูลเหตุ"พยาบาลสธ."อดบรรจุราชการ
เมื่ออธิบายไม่ชัด กับ รับฟังไม่พอ!!! ก็นำมาสู่การออกแถลงการณ์ของเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวฯ เชิญชวนให้มีการลาออกมีผล 1 ตุลาคม 2560
ความจาก 2 ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาอนุมัติตำแหน่งข้าราชการให้กับพยาบาลลูกจ้างสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จำนวน 10,992 อัตรา ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติไม่อนุมัติตำแหน่งให้นั้น ทำให้พอทราบได้ว่ามูลเหตุเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลตัวเลขพยาบาลคนละชุด และมีช่องโหว่ในการประสานงานกันและกัน
เมื่ออธิบายไม่ชัด กับ รับฟังไม่พอ!!! ก็นำมาสู่การออกแถลงการณ์ของเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่าหาก 3 หน่วยงาน คือ ครม. คปร.และสธ.ไม่ทบทวนตามที่เสนอ จะเชิญชวนให้มีการลาออกมีผล 1 ตุลาคม 2560
สิ่งที่ยังเป็นคำถามคาใจ ข้างในลึกๆ ของพยาบาลลูกจ้างหลายคน เพราะอะไร ทำไม? ไม่ได้รับอนุมัติเสียที ทั้งๆที่รอคอย มาแสนนาน
แม้ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี(ครม.)จะเคยอนุมัติตำแหน่งข้าราชการให้สธ.มาแล้ว 22,641 อัตรา ทยอยบรรจุ 3 ปี ตั้งแต่ 2556-2558 เฉลี่ยปีละ 7,547 อัตรา แต่นั่นก็มิใช่เฉพาะใช้บรรจุให้ “พยาบาล”เท่านั้น แต่เป็นทุกสาขาวิชาชีพทั้งสธ.ต้องเกลี่ยกันไป หรือแม้สธ.จะมีอัตราว่างของตนเองอยู่กว่า 1 หมื่นอัตรา ก็มิใช่เฉพาะพยาบาลเช่นเดียวกัน !!!!
คำชี้แจงจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาบอกว่า ที่ไม่อนุมัติเพราะต้องการประหยัดงบประมาณ มันมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าจะตอบว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวกับการประหยัดมันก็ไม่ใช่ เพราะต้องประหยัด แต่ไม่ใช่เหตุผลใหญ่ ยังมีอีกหลายเหตุ เพราะถ้าเอาตามอัตราที่แต่ละกระทรวงเรียกร้องให้บรรจุ ก็ต้องเพิ่มอัตรากำลังอีกเป็นแสนคน
“ได้ผ่อนให้ไปจำนวนมากแล้วหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข จะเอาอัตราเหล่านั้นไปจัดสรรอย่างไร ซึ่งบางคนอาจสมประโยชน์ และที่ไม่สมประโยชน์ เป็นเรื่องของทางกระทรวงสาธารณสุข” นายวิษณุ กล่าว
เหตุผลหลักจึงไม่น่าจะใช่การต้องการประหยัดงบฯประเทศเสียทีเดียว ประกอบกับ หลังเกิดกระแสต่อต้านและเรียกร้องของพยาบาล สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ในฐานะฝ่่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร.) ชี้แจงผ่านเอกสารความสรุปได้ว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) มีตำแหน่งข้าราชการว่างจำนวนมาก โดยตำแหน่งว่าง ณ วันที่ 3 มี.ค. 2560 มี 11,213 อัตรา หรือร้อยละ 5.8 ของกรอบอัตรากำลังข้าราชการทั้งหมดจำนวน 192,960 อัตรา จึงเสนอให้สป.สธ.ใช้ตำแหน่งว่างไปกำหนดเป็นตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพได้ตามความจำเป็น และควรบริหารจัดการอัตราว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณด้านบุคคลาภาครัฐ
นอกจากนี้ คปร. พิจารณาสัดส่วนในการให้บริการประชาชน พบว่า จำนวนพยาบาลวิชาชีพของไทยมีจำนวนสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ที่องค์การอนามัยโลก(ฮู)กำหนดว่าควรมีพยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 20 คน ต่อประชากร 10,000 คน แต่ปัจจุบันไทยมี 21.4 คน ต่อประชากร 10,000 คน ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่รวมถึงจำนวนพยาบาลวิชาชีพ ที่เป็นพนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข(พกส.) และลูกจ้างชั่วคราว
นั่นย่อมหมายความสธ.มีตำแหน่งว่างมากพอ! และวิชาชีพพยาบาลไม่ได้ขาดแคลน!
แต่จากการอธิบายของสธ.ในฐานะต้นเรื่องที่เสนอขออัตราตำแหน่งข้าราชการให้พยาบาลในสังกัด ศ.คลินิก เกียริตคุณนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า สธ.มีเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งสิ้นประมาณ 4 แสนกว่าคน มีอัตราว่างประมาณ 1 หมื่นกว่าตำแหน่ง โดยอาจดูเหมือนมาก แต่คิดเป็นเพียง 5 %นิดๆของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ซึ่งคปร.อาจจะเห็นจากส่วนนี้จึงมองว่าสธ.น่าจะไปบริหารจัดการอัตราว่างให้เหลือน้อยที่สุด แต่เมื่อสธ.บริหารจัดการภายในแล้ว คาดว่าจะลดตำแหน่งว่างลงและเหลือประมาณ 2-3 % แต่ไม่เฉพาะของพยาบาลแต่เป็นของเจ้าหน้าที่สธ.ทั้งหมด ดังนั้น สธ.ยังขาดอัตรากำลังพยาบาลแน่ๆ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี2559มีพยาบาลที่ปฏิบัติงานในสธ.ที่เป็นข้าราชการและจ้างงานอื่นๆ จำนวนประมาณ 160,000 คน โดยปฏิบัติงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.)ประมาณ 100,000 คน ซึ่งอัตราส่วนการดูแลคิดเป็นค่าเฉลี่ย พยาบาล 1 คนต่อประชากร 600 คนในขณะที่อัตราส่วนที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ พยาบาล 1 คนต่อประชากร 400 คน
สอดคล้องกับข้อมูลจากสภาการพยาบาล ดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาการพยาบาลคนที่ 2 ให้ข้อมูลว่า ตามที่ ก.พ.ชี้แจงเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เรื่องอัตราส่วนพยาบาลสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของฮูนั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยฮูทำการศึกษาจากทั่วโลกและเสนอแนะว่า ประเทศควรมีสัดส่วนแพทย์ พยาบาลไม่ต่ำกว่า 2.5 ต่อพันประชากร โดยมีพยาบาล 2 ต่อ 1,000 คน(20ต่อ 10,000 คน) หรือ 1 ต่อ 500 คน ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่ามีวิกฤติกำลังคนที่จะทำให้อัตราการตายของแม่และเด็กสูงขึ้น และประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงบริการคลอดที่ปลอดภัย
"อย่าเข้าใจผิดในการใช้ตัวเลขสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรในการวางแผนกำลังคนสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยเพิ่มการผลิตพยาบาลตั้งแต่ปี 2535 เพื่อก้าวพ้นวิกฤติ มีเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 2 ต่อพัน หรือ 1 ต่อ 500 แต่เพราะมีปัญหาการจ้างงาน ทำให้พยาบาลออกจากอาชีพ ที่เหลืออยู่ก็รับภาระ 1 ต่อ 600 คน ต่ำกว่าภาวะวิกฤติที่ฮูกำหนด โดยแต่ละปีจะมีพยาบาลเข้าใหม่ประมาณ 4,000 คน แต่ลาออกไปราว 800 คนต่อปี คิดเป็น 20 %โดยเฉพาะพยาบาลที่อยุงานตำกว่า 3 ปี ที่ยังอยู่ก็เพราะหวังจะได้เป็นข้าราชการ" ดร.กฤษดากล่าว
ดูเหมือนว่า จะไม่มีหน่วยงานไหนให้ข้อมูลที่ผิด แต่ปัญหาอาจเกิดจากการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับพยาบาลคนละชุดกัน และเพราะยังคุยกันไม่แนบแน่นพอ!!!!
คำถามที่ตามมา คือ ก่อนที่คปร.จะพิจารณาว่าไม่อนุมัติ 10,992 อัตราให้พยาบาลและเสนอเข้าครม.นั้น คปร.ได้เปิดทางให้สธ.ได้เข้าชี้แจงในตำแหน่งที่ว่างอยู่กว่า 1 หมื่นอัตราหรือไม่ ทางกลับกันสธ.ได้ยื่นเอกสารข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการจัดสรรตำแหน่งว่างเดิมที่มีอยู่นั้น “ชัดเจนเพียงพอหรือไม่”??? มีการพูดคุยระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน ทำไม ถึงเพิ่งจะมาขอตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างคปร. ก.พ. และสธ. โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลาง???
ทั้งหมดทั้งมวลของปัญหา น่าจะเป็นเพราะขาดการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งและชัดเจนร่วมกันอย่างมากพอ จึงทำให้ “พยาบาล”อดบรรจุ!!! ทางออกก็คงต้องอยู่ที่ว่า คณะทำงานร่วม 3 ฝ่ายที่สธ.ขอตั้งขึ้นจะ “เอาอย่างไร”กับเรื่องนี้ ยืนยันตามมติ หรือจะพลิกมติใหม่ ในเมื่อ “พยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว สธ.” ก็ยื่นคำขู่แทบทุกวันว่าจะลาออก!!!
0 ทีมข่าวสาธารณสุข 0



