
เมื่อลูกเรียนป.ตรีต้องมี 1 ล้าน
ก่อนลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทุกครอบครัวต้องพบเจอ คือ การเตรียมพร้อมให้ลูก รู้จักค้นหาศักยภาพ ความชอบความถนัดตัวเอง ก่อนเลือกคณะ สาขาที่เด็กอยากเรียน
หาก "เด็ก" รู้ถึงความต้องการตัวเอง หน้าที่ของพ่อแม่นอกจากต้องช่วยให้คำแนะนำ กำลังใจแก่ลูกแล้ว ยังต้องเตรียมทุนในกระเป๋า เนื่องด้วยมหากาพย์ค่าใช้จ่ายต่างๆ
“เด็ก” ไม่ใช่หิ่งห้อยจะส่องแสงได้ด้วยตนเอง “พ่อแม่” ต้องคอยสนับสนุน ส่งเสริม เมื่อก้าวสู่รั้วอุดมศึกษา “ศศิธร กนิษฐ์โรจน์” แม่หน่อยของน้องเก้า น.ส.บินยา เฟรชชี่ นิสิตใหม่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าการเตรียมพร้อมลูกเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสอบสมัครต่างๆ ซึ่งก่อนจะสอบวิชา คณะสาขาอะไรนั้น ต้องช่วยลูกปักหมุดก่อนว่าจะเรียนคณะ สาขาอะไร โดยครอบครัวต้องคอยหาคำแนะนำ ช่วยเหลือลูกทุกทาง
“ตอนแรกน้องเก้า ปักหมุดสอบเข้าแพทย์ แต่วิชาที่เก้าถนัดมากที่สุดคือ ภาษาอังกฤษ ขณะที่ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยานั้น เก้าสามารถเรียนได้แต่ไม่ถึงกับเก่ง เมื่อสอบรับตรงคณะทางด้านแพทย์ที่มช. และม.บูรพา แต่ไม่สามารถสอบได้ เพื่อไม่ให้น้องเก้าเครียด ไม่กังวล ก็ได้เปลี่ยนปักหมุดคณะ สาขาใหม่ มาสู้ในสิ่งที่ลูกถนัด นั่งดูว่าจะเรียนอะไรได้บ้าง เมื่อพิจารณาพบว่าน้องเหมาะจะเรียนคณะอักษรศาสตร์ ที่สามารถทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไกด์ หรือนักแปลภาษา”
จากการช่วยค้นหาข้อมูลของพ่อแม่ลูก ถือเป็นความโชคดีที่ทางคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มี โครงการสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาและวรรณคดีไทย (โครงการจัดให้เรียนต่อได้ในระดับปริญญาโทภาษาอังกฤษ และ ภาษาในอาเซียน 1ภาษา) ซึ่ง “น้องเก้า” มีคุณสมบัติตรง จึงสอบติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และได้ทุนปีละ 45,000 บาท สู่สภาวะปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวล ความเครียด ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เตรียมพร้อมเข้าสู่รั้วจามจุรี
แม่หน่อย เล่าต่อไปว่าครอบครัวเราไม่เคยกดดันลูก และจริงๆ ไม่ได้เตรียมอะไรให้เขามาก เพราะตั้งแต่เด็ก เราบอกน้องอยู่เสมอว่าชีวิตเป็นของลูก หากลูกอยากมีชีวิตที่ดี เขาต้องใช้ชีวิตให้ดี หน้าที่ของพ่อแม่คอยให้คำแนะนำ กำลังใจและยืนอยู่เคียงข้างลูกบนพื้นฐานความจริง อยู่ในทุกช่วงเวลาของลูก อย่าให้รู้สึกว่าลูกสู้คนเดียว และต้องให้ลูกรู้ว่าครอบครัวเป็นเช่นใด มีสถานะทางการเงิน ความเป็นอยู่อย่างไร รับรู้ทั้งความทุกข์และความสุขของพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก “น้องเก้า” มีความรับผิดชอบสม่ำเสมอ ตั้งใจเรียน ไม่เคยต้องเรียนกวดวิชาแต่ใช้วิธีตั้งใจในห้องเรียน ทบทวนบทเรียน และคบเพื่อนดีที่คอยช่วยเหลือ
ตอนนี้นอกจากทุนการศึกษา ซึ่ง 4 ปี เราเตรียมไว้ประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนทุกเรื่องที่เขาสนใจแล้ว ยังสอนทักษะการใช้ชีวิต
“แม่ทำตัวเองให้เป็นแบบอย่าง ไม่ต้องไปสอนแต่ทำให้เห็น ต้องพูพูดคุย รับฟังความคิดเห็นจากลูก เรียนรู้ในสิ่งที่ลูกสนใจ รู้จักเพื่อนของลูก และเอาตัวเองไปอยู่ในความลับของลูก อย่าง การเล่นโซเซียล การคบแฟน น้องเก้าเล่นได้หมดแต่เขามีอะไรก็จะเล่าให้แม่ฟัง ไปไหนมาไหนก็บอกโดยที่เขาไม่รู้สึกว่าที่พ่อแม่ถามเป็นการจู้จี้จุกจิก ให้อิสระในการตัดสินใจ การใช้ชีวิต”
ในฐานะพ่อแม่เห็นคนแต่ละอาชีพมาเยอะ ทุกอาชีพดีหมด ไม่มีอาชีพไหนดีกว่ากัน ขอแค่ตั้งเป้าว่าจะทำมันให้ดี แม่หน่อย เล่าอีกว่าถ้าลูกทำทุกอย่างเต็มที่ ต่อให้เขาทำผิดพลาดเราก็ไม่เคยว่า หรือตีลูก ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น ต้องสอนให้ลูกรักตัวเอง ทุกอย่างเป็นของเขา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และต้องเรียนรู้อย่างไปกับลูก เช่น ถ้าอยากให้ลูกเป็นแพทย์ ต้องเข้าไปดูศาสตร์ของการเป็นแพทย์ เตรียมตัวอย่างไร คะแนนเป็นอย่างไร และอย่าให้ลูกต่อสู้เพียงลำพัง
เมื่อลูกอยากเรียนกวดวิชา อย่าโยนเงินแล้วให้ไป... อย่าผลักให้เป็นภาระของลูก และถ้าลูกทำไม่ได้ อย่าโทษลูก พ่อแม่ต้องค่อยช่วยเหลือ อยู่ข้างๆ ลูก และต้องดูทุกสิ่งที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็น ลูกทำ ต้องดูศักยภาพของลูก พ่อแม่ต้องช่วยปักหมุด ตั้งเป้าให้สูงถ้าลูกทำไม่ได้ ไม่เป็นไร
แม่หน่อย ฝากถึงพ่อแม่ทุกคนว่า ลูกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหน นอกจากการตัดสินใจของเขาเองแล้ว ต้องเกิดจากการช่วยเหลือ ส่งเสริมจากพ่อแม่ด้วย เพราะหากพ่อแม่เอาแต่ตั้งความหวังไว้กับลูก แต่ไม่เคยพยายามต่อสู้ไปกับเขา การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย คณะ สาขาดีๆ เด่นๆ การตั้งเป้าไว้สูง ทุกอย่างสามารถทำได้ เพียงพ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจ และเข้าใจลูก



