ไลฟ์สไตล์

“บริหารยารวมระดับประเทศ”

“บริหารยารวมระดับประเทศ”

08 พ.ค. 2560

....

“บริหารยารวมระดับประเทศ”

7 ปี ประหยัดงบ 3.7 หมื่นล้าน ช่วยผู้ป่วยโรคยาก โรคแพง    

ด้วยตัวเลขกว่า 7 พันล้านบาทต่อปีที่เป็นมูลค่ายาและเวชภัณฑ์ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำมาจัดซื้อและบริหารจัดการส่งให้ถึงผู้ป่วยเป้าหมาย ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่หากเปรียบเทียบกับมูลค่าซื้อยาทั้งประเทศซึ่งอยู่ที่ประมาณ 145,000 ล้านบาทต่อปีที่เมื่อคำนวณแล้วจะอยู่ที่อัตรา 4.9% เท่านั้น ถือว่าเป็นสัดส่วนจัดซื้อยาที่น้อยมาก

เมื่อดูรายละเอียดข้อมูลจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ภายใต้มูลค่ากว่า 7 พันล้านบาทนี้ จะพบว่าล้วนแต่เป็นรายการยาจำกัดจำเพาะกลุ่มรักษาโรคยากๆหรือโรคที่ต้องใช้ยาเฉพาะราคาแพง   ซึ่งในอดีตผู้ป่วยประสบปัญหาการเข้าถึงยาดังกล่าวและโรงพยาบาลเองก็มีปัญหาการจัดซื้อ ทั้งจากข้อจำกัดในการจัดหายาที่หายาก และข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงพยาบาลเอง ถ้าซื้อเดี่ยวๆ เพียงโรงพยาบาลเดียวก็ต้องซื้อด้วยราคาแพงมาก ส่งผลให้มีผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้รับยาหรือได้รับยาไม่ทันเวลาและต้องเสียชีวิตลง  ดังนั้นจำเป็นต้องมีการจัดการระบบเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้เข้าถึงยา และเอื้อต่อโรงพยาบาลในการจัดหายามาให้บริการ “นโยบายจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศโดย สปสช.” จึงเกิดขึ้น

ทั้งนี้รายการยาและเวชภัณฑ์ที่ สปสช.จัดซื้อรวมระดับประเทศและนำมาบริหารจัดการจัดส่งให้แก่โรงพยาบาลนั้น จะดำเนินการจัดหาเฉพาะรายการยาที่มีความจำเป็นบางรายการเท่านั้น ไม่ได้จัดซื้อยาทั้งหมดทุกรายการ หากจำแนกตามกลุ่มจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า

        กลุ่มยากำพร้าและยาต้านพิษ เป็นรายการยาที่มีการใช้น้อยมาก เป็นยาที่ไม่ทำกำไรให้แก่ผู้ผลิตจำหน่าย บริษัทยาส่วนใหญ่จึงไม่ผลิตและนำเข้า หรือมีแต่น้อยมาก ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังต้องใช้ยาเหล่านี้เพื่อรักษาและยาอื่นก็ใช้ทดแทนไม่ได้ จึงกลายเป็นกลุ่มยาที่พูดกันติดปากในอดีตว่า “แม้มีเงินก็ซื้อไม่ได้” แต่ด้วยวิธีจัดซื้อรวมระดับประเทศ ทำให้ได้ปริมาณความต้องการยาในระดับหนึ่งที่เพียงพอให้บริษัทยาผลิตหรือนำเข้าได้ดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศที่ได้รับสารพิษ  ยากลุ่มนี้ได้แก่ ยาฉีดโซเดียมไนไตรต์ (Sodium nitrite inj.) ใช้รักษาพิษจากไซยาไนด์, ยาฉีดเมทิลีนบลู (Methyline blue inj.) ใช้รักษาภาวะเมธเฮโมโกลบินนีเมีย (Methemoglobinemia) ยาแก้พิษโบทิลิมุม (Botilimum antitoxin) ใช้รักษาผู้ได้รับพิษจากหน่อไม้ปี๊บ และ ยาแก้พิษจากโรคคอตีบ (Diphtheria antitoxin) เป็นต้น

        กลุ่มเซรุ่มแก้พิษงู ยากลุ่มนี้ผู้ป่วยมีปัญหาการเข้าถึงเช่นเดียวกับยากำพร้าและยาต้านพิษ เนื่องจากมีอัตราการใช้ที่ต่ำและไม่แน่นอน ทั้งยังมีหลากหลายตามชนิดของงู การประมาณการจัดซื้อเพื่อสต๊อกยาในคลังของ รพ.จึงทำได้ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ถูกงูกัดส่วนหนึ่งได้รับเซรุ่มไม่ทันในเวลาที่จำกัด ขณะที่สภากาชาดไทยเองในฐานะหน่วยผลิตเซรุ่มของประเทศ หากให้ดำเนินการจัดซื้อตรงจาก รพ.ซึ่งแต่ละปีมีจำนวนไม่แน่นอน ทำให้เกิดปัญหาในการประมาณการจำนวนผลิตเซรุ่มเช่นกัน ซึ่งการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศนอกจากทำให้ได้จำนวนการใช้และจัดซื้อที่ชัดเจนแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยทุกสิทธิเข้าถึงเซรุ่มแก้พิษงูเพิ่มขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตลงได้  

        กลุ่มยาบัญชี จ.(2 ) เป็นกลุ่มยาที่มีราคาแพงมาก ได้แก่ ยารักษาโรคมะเร็งต่างๆ ยารักษาโรคฮีโมฟีเลีย ยาต้านไวรัสเอดส์สำหรับผู้ป่วยที่เกิดภาวะดื้อยา และยาต้านไวรัสตับอักเสบซี เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มยาที่เป็นอุปสรรค ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษาด้วยราคายาที่สูงมาก ขณะที่ รพ.ส่วนใหญ่ด้วยงบประมาณจำกัดที่ต้องจัดสรรดูแลผู้ป่วยในทุกกลุ่ม ทั้งปริมาณการจัดซื้อของแต่ละโรงพยาบาลที่มีจำนวนน้อย การต่อรองราคายากับบริษัทยาจึงทำได้ยาก หรือทำการต่อรองไม่ได้เลย แต่เมื่อรวมจัดซื้อยาระดับประเทศพร้อมบริหารระบบการจัดส่งยากลุ่มนี้ ด้วยจำนวนจัดซื้อที่มากเพียงพอและปริมาณชัดเจนทำให้อำนาจเจรจาต่อรองเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทยาที่ผลิตหรือนำเข้ายากลุ่มนี้สามารถคำนวณต้นทุนและกำไรเพื่อลดราคายาได้ ดังนั้นยาบางรายการจึงมีราคาขายต่อหน่วยถูกกว่าในท้องตลาดหลายเท่า รวมถึงรายการยาที่ได้มีการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาหรือซีแอล

        กลุ่มยาและเวชภัณฑ์ที่ต้องมีระบบจัดการพิเศษเพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ยาอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ น้ำยาล้างไต และวัคซีนป้องกันโรค โดยในส่วนของน้ำยาล้างไตผ่านช่องท้องด้วยผู้ป่วยที่มีจำนวนเกือบ 2 หมื่นคนที่ต้องทำการล้างไตสม่ำเสมอเองที่บ้าน จำเป็นต้องมีวิธีบริหารจัดการเพื่อทำให้ผู้ป่วยได้รับน้ำยาที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อเนื่อง ส่วนวัคซีนป้องกันโรคก็เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศ จำเป็นต้องให้วัคซีนครอบคลุมประชากรให้ได้มากที่สุด ทำให้ต้องบริหารจัดการที่ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการเข้าถึงวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล     

        สำหรับการจัดซื้อและบริหารระบบยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศ สปสช.ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 โดยช่วงแรกค่ายาเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัวที่ส่งให้กับโรงพยาบาล แต่เมื่อเกิดปัญหาการจัดหาและผู้ป่วยเข้าถึงยา สปสช.ในฐานะหน่วยงานทำหน้าที่ดูแลประชาชนให้เข้าถึงการรักษาอย่างครอบคลุมและทั่วถึง จึงขอความเห็นชอบจาก บอร์ด สปสช.อนุมัติให้ สปสช.บริหารจัดการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี สภากาชาดไทย องค์การเภสัชกรรม กรมควบคุมโรค โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และราชวิทยาลัยแพทย์สาขาต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาจำเป็นภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติที่ได้คุณภาพและมาตรฐานอย่างเหมาะสม    

        ผลการจากจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศ ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากยืดอายุผู้ป่วยและลดอัตราเสียชีวิตจากการเข้าไม่ถึงยาที่จำเป็นได้แล้ว ยังทำให้รัฐประหยัดงบกว่า 7 พันล้านบาทต่อปี จากการจัดซื้อยาในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก รวมถึงลดความสูญเสียกรณียาหมดอายุในโรงพยาบาลจากการพัฒนาระบบจัดเก็บและกระจายยาทั่วประเทศที่เป็นผลตามมาจากนโยบายนี้ นับเป็นการใช้งบประมาณประเทศอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยตลอดระยะเวลา 7 ปี ช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 3.7 หมื่นล้านบาท

 

มูลค่าประหยัดงบประมาณ นโยบายจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศ (ล้านบาท)

 

ปีงบประมาณ

ยาต้านไวรัสเอชไอวี เอดส์
(กลุ่มไม่ได้ทำ
CL)

ยาต้านไวรัสเอชไอวี เอดส์
(กลุ่มทำ
CL)

 ยาบัญชี จ(2) และ clopidogrel

น้ำยาล้างไตและ EPO

2553

   311.70

             866.28

             108.01

 

2554

   625.51

          1,732.83

       17,384.76

 

2555

   1,032.52

          2,318.99

          1,172.55

 

2556

    1,531.09

          2,377.05

          1,429.00

 

2557

     1,827.69

          2,870.03

          2,362.88

 

2558

1,562.74

          3,748.42

             732.51

 

2559

1,680.22

         2,655.55

      2,886.45

         1,739.33

รวมมูลค่าประหยัด

      8,571.55

 16,569.17

       10,429.90

         1,739.33

รวมทุกโครงการ

                                                                                      37,309.97

 

ที่มา : สำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สปสช. ข้อมูลปี 2553-2560

 

อย่างไรก็ตามข้อมูลข้างต้นนี้มีหลักฐานตรวจสอบได้ ซึ่งชัดเจนว่านโยบายจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์รวมระดับประเทศ ไม่ได้ผูกขาดตลาดยาอย่างที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากยาในระบบมูลค่าอีกกว่า 139,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 95% ยังเป็นการจัดซื้อโดยโรงพยาบาล สปสช.ไม่ได้มีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยว เนื่องจาก สปสช.จัดทำเฉพาะกลุ่มยาที่ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงเท่านั้น

ลองคิดกลับกัน หาก สปสช.ไม่ดำเนินนโยบายนี้ นอกจากผลกระทบการเข้าไม่ถึงยาที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยอย่างในอดีตแล้ว การดำเนินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้งบที่จำกัดอาจยังดูแลผู้มีสิทธิไม่ครอบคลุมและทั่วถึงจนได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศอย่างวันนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังอาจต้องเพิ่มเติมงบประมาณนับหมื่นล้านบาทเพื่อจัดซื้อยากลุ่มข้างต้นที่นับวันจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเพื่อดูแลประชาชนที่เข้าไม่ถึงการรักษากลุ่มนี้ รวมถึงการพัฒนาระบบจัดเก็บและกระจายยาทั่วประเทศคงไม่เกิดขึ้น เหล่านี้ถือเป็นความสูญเสียด้านสุขภาพของประชาชนและประเทศที่ประเมินมูลค่าไม่ได้