เทคนิครับมือลูกป่วนไปอนุบาลวันแรก
เพราะเด็กรู้สึกเหมือนถูกพลัดพราก เมื่อต้องไปร.ร.วันแรก แพทย์แนะวิธีรับมือ 0 พวงชมพู ประเสริฐ 0
“ฮือ ฮือ ไม่อยู่ๆ” “จะกลับบ้าน” “หาแม่ ฮือๆ” “ไม่เอา หนูไม่ไป” เสียงร้องไห้ปนด้วยคำอ้อนวอน ระงมเซ็งแซ่ดังสนั่นทั่วโรงเรียนอนุบาล เป็นประจำสม่ำเสมอทุกปีในวันเปิดเทอม เพราะเป็นช่วงปรับตัวอย่างยิ่งของเด็ก ที่จะก้าวพ้นจากประตูบ้านเข้าสู่รั้วโรงเรียนเป็นวันแรก ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังถูก“ทิ้งขว้าง”
"ความรู้สึกของลูกเมื่อต้องก้าวออกจากบ้านไปเข้าโรงเรียนวันแรก จะรู้สึกเหมือนต้องพลัดพรากหรือต้องจากพ่อแม่ญาติๆ เหมือนต้องสูญเสียบางอย่างไปจากชีวิตที่เคยพบเจอเมื่ออยู่บ้าน"น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตอธิบาย
ผู้ปกครองจึงต้องพูดคุยบอกให้ลูกเข้าใจว่าการไปโรงเรียนสำหรับก็เหมือนการไปบ้านอีกหลัง และเมื่อไปแล้วจะได้พบเพื่อนๆร่วมบ้านจำนวนมาก พบคุณครูที่เป็นผู้ปกครองใจดี ที่จะมาคอยดูแลเอาใจใส่เมื่ออยู่ที่บ้านหลังนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัว เด็กก็จะไม่รู้สึกสูญเสียพลัดพราก
ในวันที่ต้องไปโรงเรียนวันแรก น.ต.นพ.บุญเรือง บอกว่า เมื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ช่วงแรกๆพ่อแม่ต้องอยู่ดูแลลูกระยะหนึ่งก่อน อย่าตัดขาดทันที เพราะหากลูกมองหาพ่อแม่ไม่เจอ หายไป ลูกจะรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง ก็จะร้องไห้ งอแง ร้องหาพ่อแม่ จะต้องสังเกตให้ลูกปรับตัวได้ก่อน จึงจะค่อยๆห่างออกมา
"สำหรับเด็กที่ร้องไห้ งอแงวันแรกที่ไปโรงเรียน เพราะเกิดความกลัว พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องคอยปลอบเด็ก ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน สามารถกิน นอน เล่นสนุกสนานได้ไม่แตกต่างกัน ทำให้รู้สึกว่าไม่มีอะไรแปลกแยกไปจากชีวิตปกติประจำวัน"น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าว
เด็กบางคนอาจจะใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ได้เร็ว ส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านี้ แต่จะมีกลุ่มเพื่อนๆวัยเดียวกันมาชวนกันเล่น ทำโน่นทำนี่เป็นธรรมชาติ ก็จะช่วยให้การร้องไห้เมื่อต้องมาโรงเรียนของเด็กอนุบาลลดลงได้บ้าง
0 ฝึกลูกก่อนเปิดเทอม 0
นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอมเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะด้านตัวเด็ก สถานที่เรียน ระยะทาง และงบประมาณ เพราะเด็กที่ไม่ได้รับการเตรียมตัวมาก่อน ก็อาจปรับตัวไม่ได้ กลัวการไปโรงเรียน หรือต้องใช้เวลาในการปรับตัวนานกว่าจะเข้ากับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนใหม่ๆ ในโรงเรียนได้ พ่อ แม่จึงต้องเตรียมความพร้อมเด็ก ทั้งด้านร่างกายและจิตใจเนื่องจากเด็กจะต้องแยกจากพ่อแม่ สู่สังคม และสภาพแวดล้อมที่โรงเรียน ต้องฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อนเข้าเรียน เช่น การกิน การขับถ่าย การใช้ห้องน้ำ หรือการบอกความต้องการได้ รวมถึง การเปลี่ยนแปลงเวลาตื่นนอน ให้นอนเร็วแล้วตื่นเช้า โดยไม่ควรให้เด็ก นอนหลัง20.00น.และนอนให้เพียงพอ 9-11 ชั่วโมงต่อวัน
และก่อนเปิดเทอม พ่อ แม่ควรพาเด็กไปทำความคุ้นเคยกับศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียน สักระยะหนึ่ง เพื่อทำความคุ้นเคยกับคุณครู ลดความวิตกกังวลของเด็กที่ต้องแยกจากพ่อแม่ พาไปเล่นกับเด็กอื่นๆ เพื่อหัดเข้าสังคม หากิจกรรมที่มีบรรยากาศคล้ายกับห้องเรียนให้ลูกเล่น เมื่อไปส่งลูกที่ศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนแล้ว พ่อ แม่ต้องรีบกลับ ไม่นั่งเฝ้าและแอบมองลูก ก่อนกลับควรกอดลูกเพื่อสร้างความมั่นใจและนัดเวลามารับกลับให้ตรงต่อเวลา เพื่อให้เด็กเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาจะได้กลับบ้าน
0 เลือกร.ร.ให้เหมาะ 0
สำหรับการเลือกศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนให้ลูก นพ.อรรถพล บอกว่า ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน พ่อ แม่ต้องศึกษารายละเอียดเรื่องระบบการบริหารจัดการ การดูแล แผนการสอนหรือหลักสูตร สัดส่วนจำนวนคุณครูหรือผู้ดูแลต่อเด็ก องค์ประกอบด้านสถานที่ ความปลอดภัย ศูนย์เด็กเล็กที่ดีมีคุณภาพ ต้องมีมาตรฐานสถานดูแลเด็กปฐมวัย อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อ แม่ต้องเตรียมใจเมื่อเด็กต้องอยู่รวมกันคือปัญหาสุขภาพ การติดเชื้อต่างๆตลอดจนการป้องกันสุขภาพ ซึ่งการป้องกันตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ คือเด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ อีสุกอีใส เป็นต้น
“ส่วนการรับส่งจากบ้านมาศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียน พ่อ แม่ควรเลือกที่ใกล้บ้าน เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย รับส่งสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันนี้มีศูนย์เด็กเล็กในสังกัดของกระทรวงมหาดไทยเป็นจำนวนมาก เช่น เทศบาล องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้มาตรฐานและค่าใช้จ่ายไม่แพงหรือบางแห่งไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้เริ่มต้นชีวิตอย่างดีที่สุด” นพ.อรรถพลแนะนำ
หลักเกณฑ์ในการเลือกร.ร.อนุบาล 1.งบประมาณ ให้เหมาะสมกับค่าเทอมและค่าใช้จ่าย(จิปาถะอื่นๆ)ในโรงเรียน 2.ระยะทางใกล้-ไกล 3.ระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน 4.สภาพแวดล้อมรอบๆโรงเรียน 5.แนวการเรียนการสอน แนววิชาการหรือแนวบูรณาการให้ลูก เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ 6.อัตราส่วนของครู / เด็ก 7.การดูแลสุขอนามัยของเด็ก 8.บรรยากาศการจัดห้องเรียน 9.ความสะอาดเรียบร้อยของอาคารเรียน และอื่นๆ 10.อาหาร ความสะอาดของอาหารและภาชนะใส่อาหาร 11.การดูแลพิเศษ – ช่วงเวลาพิเศษ ของโรงเรียน 12.ที่จอดรถรับ-ส่งลูก ที่มา: แฟนเพจ หม่าม๊าบ้าพลัง



