เด็กไทยป่วย "โรคคลั่งผอม"ตั้งแต่ประถมฯ
ภาวะอ้วนทำเด็กไทยป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้น 4 เท่า มีไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง ขณะที่"โรคคลั่งผอม"เจอป่วยตั้งแต่ระดับประถมฯ แพทย์ชี้ 10 ผลเสียโรคอ้วนในเด็ก
เด็กเล็กหรือเด็กประถมฯที่ตัวอ้วนกลมจ้ำม่ำ อาจจะดูน่ารัก แต่ต้องไม่ลืมว่าเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนย่อมมีความเสี่ยงมากมายที่จะเกิดโรคตามมา ไม่ใช่จะป่วยเมื่อเติบโตขึ้น หากป่วยตั้งแต่วัยเด็ก ขณะเดียวกันในเด็กบางคนก็อาจจะเกิดโรคที่เรียกว่า โรคคลั่งผอมได้เช่นกัน
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่โรงแรมเอเชีย ในการสัมมนาวิชาการผูนำสุขภาพ 4.0 โครงการเปิดช่องทางแหล่งเรียนรู้เด็กไทยดูดี สู่ชุมชน โดยศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยนนท์ กุมารแพทย์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในประเทศไทย ผู้ใหญ่ 1 ใน 3 มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่วนเด็กอายุ 6-14 ปี การสำรวจเมื่อปี 2558 พบว่ามีภาวะโรคอ้วน 12.6 % เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครจากการสำรวจใน 5 โรงเรียนเครือข่ายเด็กไทยดูดี เมื่อปี 2559 พบว่า มีภาวะโรคอ้วน 16.6%
ที่น่าห่วงมากคือในร.ร.เอกชนที่พบว่าเด็กมีภาวะโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 18.9 % ในปี 2557 เป็น 34 % ในปี 2559 โดยเด็กอ้วนเหล่านี้พบมีไขมันในเลือดสูงถึง 66% ความดันโลหิตสูง 30 % พบน้ำตาลในเลือดระดับเริ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและลักษณะปื้นดำที่คอเป็นสัญญาเณเตือนถึงโรคเบาหวาน 10 % ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนเกิดจากเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการกินที่บริโภคอาหารที่ให้ไขมันพลังงานสูง ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม แต่กินอาหารที่มีกากใยน้อย
ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตรพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า 10 ผลเสียโรคอ้วนในเด็ก ได้แก่ 1.ระบบกระดูกและข้อ เช่น ปวดหลัง ขาโก่ง ข้ออักเสบ ยิ่งอ้วนยิ่งรุนแรงมากขึ้น 2.ระบบหัวใจและหลอดเลือด เกิดโรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งในแวดวงการแพทย์เริ่มพบว่าปัจจุบันเริ่พบผู้ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจอายุเพียง 30-40ปี จากเดิมเจอ 50ปีขึ้นไป 3. ระบบทางเดินหายใจ หยุดหายใจขณะนอนหลับ
4.ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ เกิดไขมันเกาะตับ เกิดตับอักเสบ กลายเป็นตับแข็ง และนำสู่มะเร็งตับ เหมือนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแต่น้ำหนักเกิน 5.ระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม 6.กลุ่มอาการเมตาบอลิก เช่น ความจำเสื่อม ถุงน้ำรังไข่ ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ และมะเร็ง เป็นต้น 7.ความผิดปกติทางผิวหนัง เกิดปื้นดำ และผื่นตันใต้ร่มผ้า 8. เครียด ซึมเศร้า 9. เสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนและ10. มะเร็งต่างๆที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับ เป็นต้น
"ผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย พบว่า 90 % เป็นผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 3 % ในส่วนของเด็กที่เป็นเบาหวาน เป็นชนิดที่ 1 ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ตับอ่อนทำงานไม่ได้ ประมาณ 80% และชนิดที่ 2 ที่เกิดจากการมีประวัติคนในครอบครัวป่วยและภาวะอ้วน ราว 20% ดูเหมือนไม่มากแต่ที่น่ากังวล คือพบว่า เด็กเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งเป็นเพราะความชุกของโรคอ้วนในเด็กที่เพิ่มขึ้น และเด็กที่เป็นเบาหวานจะคุมระดับน้ำตาลไม่ค่อยได้ตามเกณฑ์ และการทำงานของตับอ่อนจะแย่ลงเร็ว ซึ่งการที่เด็กยังมีช่วงชีวิตที่ยาวนานกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น การเกิดภาวะแทกรซ้อนก็จะมีได้มาก"ผศ.พญ.หทัยกาญจน์กล่าว
ด้านพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขณะที่หลายฝ่ายพยายามควบคุมภาวะเด็กอ้วนให้น้อยลง แต่ปัจจุบันก็พบว่ามีสถิติเด็กที่เป็นโรคคลั่งผอมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือ กลัวอ้วนจนมีการล้วงคอให้อาเจียน กินยาระบายมากๆ ไม่กินอาหาร เพราะกังวลว่าจะอ้วนทั้งที่ความจริงคือผอมอยู่แล้ว โดยคนไข้อายุน้อยสุดที่ตนเองตรวจเป็นเด็กระดับชั้นป.3 ซึ่งเดิมจะพบคนไข้ในช่วงวัยอย่มหาวิทยาลัย ถ้าพ่อแม่ หรือครูสังเกตเจอเด็กให้รับส่งเข้ารับการรักษา เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่น เด็กเดินแล้วล้มหมดสติ เสียชีวิต บางชีพจรเต้นอ่อน 38-40 ครั้งต่อนาที ขณะที่คนปกติจะอยู่ 70-72 ครั้งต่อนาที
พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า ในส่วนของเด็กที่เป็นโรคอ้วน ต้องมีการปรับพฤติกรรมการกินของเด็กๆ ให้เหมาะสม ซึ่งการบังคับ การห้าม หรือขู่ให้กลัวอย่างเดียวไม่ได้ผล อาจจะได้ผลแต่ก็จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา เพราะฉะนั้นควรสร้างกระบวนการคิดของเด็กให้มีวินัย ให้รู้ว่าขนมหรืออาหารประเภทนั้นๆ อร่อย แต่กินได้มากแค่ไหน ทำให้เด็กรู้จักควบคุมความอยาก ซึ่งจะทำให้มีพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง



