
โลกใบนี้ดนตรีไทย - พระเทวดา 2
ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะตรงกับ วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 จะมีการจัดงานที่ชื่อว่า 9 ในดวงใจ โดยการจัดงานครั้งนี้ เป็นการรวมใจถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยในเวลา 09.09 น. พวกเราชาวไทยจะพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและสดุดีมหารา
ซึ่งในกรุงเทพฯ จะมีการจัดงานสถานที่ต่างๆ เพื่อให้พี่น้องชาวไทยได้ไปรวมตัวกัน แต่ศูนย์กลางของงานนี้จะอยู่ที่สวนลุมพินี และหลังจากการร้องเพลงสดุดีมหาราชาแล้ว ก็จะมีการแสดงคอนเสิร์ตกับศิลปินมากมาย เช่น ศิลปิน AF ร็อคเครสตร้า ฯลฯ รามถึงตัวผมกับวงออฟบีทสยาม ก็จะไปร่วมด้วย ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านไม่ติดภารกิจ ก็ขอเชิญทุกท่านมารวมตัวกันที่สวนลุมพินี ก่อนเวลา 09.09 น.
คราวนี้เรากลับมาเรื่องเดิม ที่ต่อเนื่องมาจากฉบับที่แล้ว ในเรื่องของพระพร ภิรมย์ ลองมาดูประวัติของท่านว่ามีความน่าสนใจอย่างไร ซึ่งในขณะนี้ท่านได้อยู่ในเพศบรรพชิตด้วยวัย 81 ปี พระพร ภิรมย์ มีชื่อจริงว่า บุญสม มีสมวงษ์ เป็นบุตรของนายประเสริฐและนางสัมฤทธิ์ มีสมวงษ์ ซึ่งเป็นครอบครัวลิเก และเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด
และแน่นอนที่สุด ท่านมีความสนใจและชื่นชอบวงปี่พาทย์มากที่สุด เพราะว่า จ.พระนครศรีอยุธยา ถือว่า เป็นจังหวัดที่มีประชาชนนิยมและชื่นชอบวงปี่พาทย์มากที่สุดของเมืองไทย แต่พระพร ภิรมย์ ได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข ก็ไปหัดร้องเพลง และยึดอาชีพร้องเพลง รวมถึงเป็นหมอขวัญ พากย์หนังและแสดงงิ้ว
หลังจากได้รู้จักกับ คุณเสน่ห์ โกมารชุน ก็ถูกชักชวนให้มาแสดงลิเกอยู่ด้วยกัน ซึ่งก็ได้ตะเวนเล่นทั่วประเทศอยู่หลายปี จนกระทั่งขึ้นชั้นเป็นพระเอกลิเกชื่อดังนามว่า บุญสม อยุธยา โดยต่อมาก็ได้เข้ามาเป็นพระเอกให้กับคณะเกตุคงดำรงศิลป์ของ ครูบุญยงค์ เกตุคง และหลังจากนั้นก็เข้ามาเป็นพระเอกให้กับคณะหอมหวล และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของลิเกในยุคนั้นจากบทบาทตัวละครที่ชื่อว่า จะเด็ด แห่งเรื่องผู้ชนะสิบทิศ
ในปีพ.ศ.2501 วงดนตรีจุฬารัตน์ ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีความนิยม และมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคนั้น โดยวงนี้มี ครูมงคล อมาตยกุล เป็นหัวหน้าวง ซึ่งทนต่อกระแสความดังของพระเอกลิเก นามว่า บุญสม อยุธยา ไม่ได้ ถึงกับต้องชักชวนให้มาเป็นนักร้องนำของวง และบันทึกเสียงผลงานเพลง ซึ่งสมัยนั้นจะนิยมแผ่นสียง เพราะว่ายังไม่มีซีดีเหมือนสมัยนี้ และเพลงที่บันทึกในตอนนั้นก็จะมีอยู่ 3 เพลง คือ ลมจ๋า กระท่อมทองกวาว และลานรักลานเท แต่ก็ยังไม่โด่งดังเหมือนกับเล่นลิเก และต่อจากนั้นก็ได้อัดเสียงเพลง ดอกฟ้าลับแล ของ ครูไพทูรย์ ไก่แก้ว
แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ดังอีกเหมือนเดิม จึงทำให้เริ่มท้อใจ และคิดอยากจะกลับไปเล่นลิเกตามเดิม จนกระทั่ง พ.ศ.2503 ได้บันทึกแผ่นเสียงเพลงที่ 5 ที่มีชื่อว่า บัวตูมบัวบาน ซึ่งพระเอกลิเกผู้นี้ได้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงเองอีกด้วย โดยตั้งใจว่า ถ้ายังไม่ดังอีก ก็จะขอกลับไปเล่นลิเกอย่างเดิม และก็คงจะต้องเลิกเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่ง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิม เพลงบัวตูมบัวบาน โด่งดังไปทั่วทั้งประเทศ เรียกว่าในยุคนั้น ใครๆก็ร้องเพลงนี้ได้กันทุกคน จึงทำให้เป็นการแจ้งเกิด จากพระเอกลิเก บุญสม อยุธยา กลายมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดังนามว่า พร ภิรมย์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พระพร ภิรมย์ ท่านมีผลงานเพลงกับวงจุฬาลักษณ์กว่า 200 เพลง และเกือบทั้งหมดท่านจะเป็นผู้แต่งทำนองและเนื้อร้องเอง ซึ่งในสมัยนั้นจะเป็นที่รู้กันว่า ท่านจะใช้นามปากกาในการแต่งเพลงว่า บุญสม อยุธยา และนอกจากเพลงบัวตูมบัวบานที่โด่งดังแล้ว ก็จะมีอีกหลายเพลงในแนวลูกทุ่ง เช่น เมียจ๋า สวรรค์สวาท ฯลฯ แต่ด้วยเลือดอยุธยาที่แรงกล้า พระพร ภิรมย์ จึงได้แต่งเพลงที่ใช้ วงปี่พาทย์เป็นแบ็กอัพ ไม่ใช้วงดนตรีสากลแบบเดิม และยังได้นำทำนองราชนิเกริงกับทำนองแหล่เป็นหลัก
และก็เช่นเดิม ท่านได้แจ้งเกิดอีกครั้งกับเพลงทำนองลิเกที่มีชื่อว่า ดาวลูกไก่ โดยเพลงนี้มี รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน เหมือนกับเพลงบัวตูมบัวบาน รับประกันถึงคุณภาพและความโด่งดัง แต่จะว่ากันจริงๆแล้ว เพลงของท่านอีกหลายเพลงที่ไม่ได้รางวัล แต่ก็ฟังแล้วกินใจ ไพเราะ เช่น เห่ฉิมพลี ริมไกรลาศ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้สามารถเรียกน้ำตาผู้ฟังได้จากทำนองและเนื้อร้องเพลงที่บาดใจ อนาถใจ รวมถึงสุขใจ ที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน ผลงานของท่านมากมายนับร้อยแต่ไม่มีเพลงไหนที่ฟังแล้วบอกว่าห่วยแตกไม่ได้เรื่อง
ทั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณ คุณณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด และคุณชญาดา หนีพาล ผู้บริหารของสำนักประสานรัฐกิจ บริษัท ซีพี ออลล์ ที่ทำให้พวกเราได้คิดถึงหลวงตาองค์หนึ่ง ที่วัดจีน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่สำหรับผมแล้วท่านคือ พระเทวดา ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปฟังและศึกษาเนื้อร้องเพลงของท่านทั้งหมด แล้วจะรู้ว่า คนธรรมดา ทำไม่ได้แน่ๆ ครับ
"ขุนอิน"



