
“ประชารัฐเพื่อสังคมไทย”ยั่งยืน
รัฐ-เอกชน-ภาคประชาสังคม หนุนพลังชุมชนฐานราก พัฒนาสู่ “ประชารัฐเพื่อสังคมไทย”ยั่งยืน
เมื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการดูแลประชาชนฐานรากในทุกชุมชนบนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ให้เข้าถึงโอกาสการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งตามนโยบายสานพลังประชารัฐที่รัฐบาลมุ่งผลักดันให้ “ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี”สอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเรียกได้ว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม เกิดนโยบายสำคัญของรัฐบาลอีกประการที่เรียกว่า “ประชารัฐเพื่อสังคม” ซึ่งสอดรับกับหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในเวที “ประชารัฐเพื่อสังคม” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2559 ที่ผ่านมาว่า นโยบายประชารัฐตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเป็นไปได้ดี แต่ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านเศรษฐกิจ จึงได้หารือร่วมกับ ศ.นพ.ประเวศ วะสี อยากให้มีการเริ่มต้นนโยบายประชารัฐด้านสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคเอกชน สามารถเข้ามาร่วมผลักดันได้ เช่น การผลักดันการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และยังรับฟังข้อมูลจากภาคประชาสังคมที่จะช่วยเสนอประเด็นที่ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในขณะที่ภาครัฐจะร่วมสนับสนุน อาทิ ให้มีมาตรการทางภาษีสนับสนุนกรณีการจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยได้ตั้งกลไกประชารัฐภาคสังคม โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นแกนนำหลักในการประสานงานทุกภาคส่วน โดยภาคราชการให้มีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน ภาคเอกชนนำโดยนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าไทย และภาคประชาสังคมมี ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเป็นคณะทำงาน
พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ และประธานในการประชุมคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม ครั้งที่ 1/2560 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้ สสส. ที่ผ่านมา กล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานว่า คณะทำงานฯ เป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยมีคณะทำงานย่อยในแต่ละด้านร่วมกำหนดเป้าหมาย และวางแนวทางดำเนินงานร่วมกัน ได้แก่ 1.คณะทำงานย่อยด้านการส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของคนพิการ นำโดยหอการค้าไทย และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีเป้าหมายจ้างงานคนพิการเพิ่ม 16,000 อัตราในปี 2561 และส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับองค์กรของคนพิการ และวิสาหกิจเพื่อสังคมของคนพิการ 2.คณะทำงานการส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุ นำโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ตั้งเป้าจ้างงานผู้สูงอายุทั้งในและนอกระบบ รวม 39,000 อัตรา ในปี 2560 3.ด้านการออมเพื่อการเกษียณอายุ นำโดยตลาดหลักทรัพย์ มีการรณรงค์ด้านวินัยทางการเงินการออม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมใน 4กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ แรงงานในระบบ, แรงงานนอกระบบ, ข้าราชการ และผู้สูงอายุ 4.ด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย นำโดย SCG ได้รวบรวมแบบบ้านผู้สูงอายุทั้งจากภาครัฐ และเอกชนและการเสริมสร้างทักษะการออกแบบ ก่อสร้างของวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ให้มีความรู้ด้าน Universal design และ 5.ด้านความปลอดภัยทางถนน นำโดย ปตท. เสนอแผนการรณรงค์ เช่น กิจกรรมถนนคนดี การรณรงค์ในช่วงเทศกาลสำคัญ และตลอดจนการให้ความรู้การขับขี่ปลอดภัย
พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือ สนับสนุน การดำเนินการตามนโยบายประชารัฐอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เช่น ประเด็นการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เพิ่มการจ้างงานคนพิการตาม ม. 33 และ 35 ประมาณ 7,000 อัตราในปี 2560 และ 16,000 อัตรา ในปี 2561 นั้น พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้ขยายเวลาการแจ้งใช้สิทธิตาม ม.35 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็น 31 มีนาคม 2560 เป็นกรณีพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สถานประกอบการได้ทำตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ได้
ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส.หัวหน้าทีมภาคประชาสังคม กล่าวว่า จากความจำเป็นต้องขับเคลื่อนประเด็นการดำเนินงานประชารัฐเพื่อสังคม โดยเป้าหมายร่วมผลักดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน หรือ 5 Quick win ได้แก่ 1. จ้างงานคนพิการ 2. จ้างงานผู้สูงอายุ 3. การออมเพื่อการเกษียณอายุ 4. พัฒนาที่อยู่อาศัยและระบบนิเวศน์ที่เหมาะสม และ 5. ความปลอดภัยทางถนนนั้น ถือเป็นความร่วมมือแก้ปัญหาที่มีผลกระทบทางสังคม โดยเน้นงานที่มีทุนเดิมและฐานการทำงานที่ต่อยอดได้เพื่อความยั่งยืน โดย สสส. ทำหน้าที่ประสานการทำงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมที่ส่วนใหญ่เป็นภาคีฯ ขับเคลื่อนประเด็นสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับ สสส. ในการสร้างให้เกิดต้นแบบในประเด็น/พื้นที่ เพื่อนำไปสู่การขยายผลต่อ เช่น การจ้างงานผู้พิการ นอกจากนั้นกลไกการทำงานของ สสส. ที่มีความยืดหยุ่น จึงทำให้สามารถหนุนเสริมการทำงานแบบใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะใน 5 ประเด็นดังที่กล่าวไป รวมทั้งเสนอวิธีการดำเนินงานเพื่อเพิ่มทางเลือกระบบการคลังเพื่อสังคมในรูปแบบ Social Investment Bonds(SIBs) หรือพันธบัตรเพื่อการลงทุนทางสังคม โดยนำเงินที่ระดมทุนจากภาคเอกชนมาใช้ในการดำเนินโครงการด้านสังคมโดยภาคเอกชน และภาครัฐจะจ่ายคืนเงินต้นและผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนตามเงื่อนไขผลสัมฤทธิ์ของโครงการ
นอกจากนี้ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย หัวหน้าทีมภาคเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนจะร่วมขับเคลื่อนงานอยู่ในคณะทำงานย่อยทั้ง 5 คณะ เน้นเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน แทนการช่วยเหลือเชิงสังคมสงเคราะห์ การขับเคลื่อนงานมีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ โดยเปลี่ยนจากการส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตาม ม.34 เป็นจ้างงานคนพิการตาม ม.33 และส่งเสริมอาชีพ ตาม ม.35 ซึ่งในระยะแรกนี้ ช่วงเดือนธันวาคม 2559 - กุมภาพันธ์ 2560 กลุ่มบริษัทในคณะทำงานฯ จ้างคนพิการไปแล้วถึง 7,576 อัตรา สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 7,155 อัตรา และจะยังคงขยายผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่องร่วมกับบริษัทเครือข่ายนอกกลุ่มประชารัฐ จ้างงานคนพิการให้บรรลุเป้าหมาย 16,000 อัตรา ในปี 2561
“การจ้างงานคนพิการยังให้ความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของคนพิการ โดยสร้างโอกาสทางการตลาด การพัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และแข่งขันได้ ซึ่งจะมีการนำร่องการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมของคนพิการใน 6 โครงการ ได้แก่ 1. วิสาหกิจบริการ Call Center โดยคนพิการ 2.วิสาหกิจวีลแชร์และอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ 3.วิสาหกิจสินค้างานพิมพ์ โดยบุคคลออทิสติก 4. วิสาหกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าเกษตรของคนพิการ 5.วิสาหกิจผลิต เบเกอรี่และ เครื่องดื่ม โดยคนพิการ 6.วิสาหกิจร้านกาแฟที่บริหารจัดการด้วยคนพิการ” นายอิสระกล่าวและว่า การดำเนินงานมีเป้าประสงค์ ในการช่วยให้คนพิการมีรายได้และมีงานทำอย่างยั่งยืนหากฐานรากชุมชนสังคมไทยเข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนแล้ว มีความมั่งคงทางรายได้ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพมากยิ่งขึ้น
จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้หากสามารถดำเนินงานอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอาศัยพลังการทำงานของทุกฝ่าย รวมทั้งสมาชิกทุกคนในชุมชนทั่วประเทศไทยต่างเห็นความสำคัญและลงมือปฏิบัติ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพย่อมสามารถเดินหน้าประเทศไทย ด้วยประชารัฐเพื่อสังคมที่ยั่งยืนเกิดความเข้มแข็ง สู่รากฐานการดำเนินชีวิตของคนไทยที่เท่าเทียม รับโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นธรรม



