
เยี่ยมนิคมฯพอเพียง"ปลวกแดง"ดูความสำเร็จเกษตรกรบ่มเพาะ
06 ก.ย. 2552
กว่า 2 ขวบปีที่โครงการบ่มเพาะเกษตรกรอนาคตในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีเป้าประสงค์เพื่อรับผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและมหาวิทยาลัยในเครือข่ายจากทั่วประเทศเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นผู้นำให้แก่เกษตรกรด้านองค์ความรู้และการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตร ซึ่งไม่เพียงการดึงแรงงานวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมอย่างเต็มตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนภาคการเกษตรประเทศไทยด้วยพลังคนหนุ่มสาวให้ก้าวสู่เวทีโลกในอนาคตได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้ตามคณะผู้บริหารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นำโดยเลขาธิการ ส.ป.ก. "เฉลิมพร พิรุณสาร" ดูความคืบหน้าการดำเนินงานของนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง บนเนื้อที่กว่า 710 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ขอคืนจากกรมชลประทานเพื่อนำมาจัดสรรให้แก่ยุวเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและรองรับปัญหาแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
เฉลิมพร กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมการดำเนินงานว่า จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ส่งผลให้แรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการในไทยต้องตกงานไม่น้อยกว่า 1.5-1.6 ล้านราย แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะกลับคืนถิ่นฐาน จึงเป็นโอกาสของภาคเกษตรไทยที่จะได้แสดงศักยภาพในการรองรับแรงงานคืนถิ่นให้กลับมามีอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานคืนถิ่น
"ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน โดยมอบหมายให้ ส.ป.ก.ดำเนินการโครงการบ่มเพาะแรงงานคืนถิ่นเขตปฏิรูปที่ดินระหว่างปี 2552-2553 มีเป้าหมายสร้างเกษตรกรที่มีภาวะผู้นำ มีความคิดริเริ่มและพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีการเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน"
เลขาธิการ ส.ป.ก. ระบุอีกว่า ส.ป.ก.มีเป้าหมายที่จะดำเนินการจัดที่ดินรองรับโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่รองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลรวม 3,752 ไร่ ในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือ 6 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด ภาคอีสาน 7 จังหวัด และภาคใต้ 1 จังหวัด โดยทยอยดำเนินการรับสมัครทั่วประเทศ หลังจากนั้นกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จะเร่งคัดเลือกและจัดส่งบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ให้ ส.ป.ก.แล้วก็จะนำเข้าสู่กระบวนการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาชีพเกษตรระยะเวลา 3-6 เดือน
"การอบรมจะเน้นการเพิ่มพูนทักษะด้านเกษตรกรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก ทั้งการปลูกพืชผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และทำประมง ให้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริงที่แปลงเกษตรกรรมในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ ส.ป.ก. ซึ่งระหว่างการอบรมจะได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพพร้อมจ่ายเบี้ยแก่ทุกคนด้วย เบื้องต้นจะจัดสรรที่ดินให้ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าทำกินรายละประมาณ 3-5 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ โดยจะอนุญาตให้ทดลองเข้าใช้ประโยชน์ชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่จะประเมินให้ทำกินอย่างถาวรต่อไป เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว
ขณะที่ กรณ์ จันทศิริ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง เผยว่า ในส่วนของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง ได้จัดเตรียมพื้นที่ในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง จำนวน 710 ไร่เศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ขอคืนจากกรมชลประทาน นำมาจัดที่ดินทำกินควบคู่การสร้างอาชีพในรูปแบบนิคมเศรษฐกิจพอเพียงหรือการรวมตัวการผลิตเน้นการพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเพื่อดำเนินการบนพื้นฐานแก้ไขปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ทำกินและอยู่อาศัยบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
"ขณะนี้มีผู้ขึ้นทะเบียนยากจนแล้วจำนวน 44 ราย และเกษตรกรในโครงการบ่มเพาะอีก 52 ราย รวม 96 รายที่เข้าอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่แห่งนี้ โดยแต่ละรายจะได้รับสิทธิคนละ 4 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และที่ทำกิน 3 ไร่ พร้อมติดตามและประเมินผล 3 ปีก่อนจะโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งเท่าที่ติดตามผลงานของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแต่ละราย ปรากฏได้ผลเป็นที่น่าพอใจ" ปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง กล่าวย้ำ
ส่วน พรรัตน์ แซ่โก๊ว อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95 หมู่ 2 ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หนึ่งในสมาชิกโครงการบ่มเพาะฯ บอกว่า เข้าร่วมโครงการเมื่อปี 2551 ซึ่ง ส.ป.ก.จัดพื้นที่ให้จำนวน 4 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และที่ทำกิน 3 ไร่ พร้อมสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจำนวน 5,000 บาท และปัจจัยการผลิตต่างๆ ปัจจุบันพืชที่ปลูกบางชนิดได้ให้ผลผลิตแล้วและสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเฉลี่ยเดือนละ 7,000-8,000 บาท โดยต้องใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนี้ต่อเนื่อง 3 ปี ส.ป.ก.จึงจะยกให้เรา
"พืชที่ปลูกมีหลายอย่าง เช่น สับปะรด แตงกวา ชะอม มะเขือ พริก แต่ที่ให้ผลผลิตและสร้างรายได้ดีในทุกวันนี้ก็จะเป็นสับปะรด ที่ปลูกจะเป็นพันธุ์ปัตตาเวีย ส่วนเรื่องตลาดไม่มีปัญหา มีแม่ค้ามารับซื้อถึงในไร่ โดยรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 9 บาท แต่ถ้าส่งโรงงานก็จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.20 บาท แต่ส่วนใหญ่จะขายให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อมากกว่า"
เธอยอมรับว่า เหตุผลที่สนใจอาชีพเกษตร เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่สับปะรดและมันสำปะหลัง จึงมีความคิดอยากจะมาช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรหลังจากเรียนจบ โดยไม่คิดที่จะเป็นลูกจ้างใคร มีความตั้งใจอยากจะเอาดีทางด้านการเกษตรให้จงได้ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะเกษตรกรอนาคตในเขตปฏิรูปที่ดิน เพราะอยากจะมีที่ดินเป็นของตนเองและมีความเป็นอิสระในการทำงานด้วย
นิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงพลังคนหนุ่มสาววัยทำงานเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม ในฐานะผู้นำองค์ความรู้และการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร และพร้อมเป็นพลังการขับเคลื่อนภาคการเกษตรประเทศไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกในอนาคตอีกด้วย
สุรัตน์ อัตตะ



