ไลฟ์สไตล์

ไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

20 เม.ย. 2560

20 เมษายนของทุกปีเป็นวันกัญชาโลก แม้จะมีการเปิดเผยงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นระบุถึงการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่อนุญาต

       20 เมษายนของทุกปีเป็นวันกัญชาโลก แม้จะมีการเปิดเผยงานวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นระบุถึงการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ดังกล่าว อนุญาตให้เพียงการขอเพื่อทำการวิจัยเป็นรายกรณีเท่านั้น 

      ภก.ประพนธฺ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เนื่องจากกัญชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พรบ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะดำเนินการเพื่อการวิจัย ซึ่งจะต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)เป็นรายกรณี เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ยื่นขออนุญาตส่วนใหญ่เป็นสถานศึกษาแต่จำนวนไม่าก ไม่ถึง 10 กรณี 

      “ในอนาคตจะอนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์หรือไม่ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน และมียาตัวอื่นทดแทนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศอนุญาตให้ขายภายใต้การกำกับของรัฐ เช่น เนเธอร์แลนด์ และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น แม้ว่าในต่างประเทศจะมีงานวิจัยระบุว่าสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้หลายด้าน เช่น แก้ปวดบ้าง แก้คลื่นไส้อาเจียนบ้าง ช่วยให้อยากอาหารบ้าง  แต่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์” ภก.ประพนธ์กล่าว 

     สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาทีี่ระบุถึงสรรพคุณที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มีไม่น้อย นพ.วีรวฺุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ผลสรุปกัญชากับมะเร็ง เว็บไซต์ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือเอ็นไอเอช แหล่งข้อมูลในโลกออนไลน์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุด สรุปว่ามีแค่ผลงานวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองหรือที่เรียกว่าระดับปรีคลินิก ว่าสารจากกัญชาอาจจะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งสมองได้ และอาจจะสามารถลดขนาดของมะเร็งปอด เต้านม ตับในสัตว์ทดลองได้ โดยไม่มีผลกระทบกับเซลล์ปกติ 

     ส่วนการศึกษาในระดับคลินิกหรือในคนจริงๆ ยังไม่มีผลงานวิจัยทางคลินิกที่นำสารจากกัญชามาใช้รักษาโรคมะเร็งที่เสร็จสิ้นการวิจัยแล้ว มีแต่งานวิจัยการใช้สารจากกัญชาร่วมกับยาแผนปัจจุบันในการรักษามะเร็งสมองที่กำลังดำเนินการอยู่ ยังไม่ได้บทสรุปแต่อย่างใด ส่วนผลงานวิจัยทางคลินิกด้านการใช้สารจากกัญชามาช่วยลดผลข้างเคียงในการรักษามะเร็ง พบว่าสารจากกัญชาช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการให้ยาเคมีบำบัด ลดอาการปวดจากโรคมะเร็งได้ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ลดความเครียดและอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยมะเร็งได้

     ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า จากการศึกษาคุณประโยชน์ของกัญชาในห้องปฏิบัติการ ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา โดยสกัดเอาสารเดลตา 9 ทีเอชซี ซึ่งเป็นสารสำคัญของกัญชาฉีดเข้าไปในเซลล์เอเบตาโปรตีนซึ่งเป็นเซลล์ผลิตสารพิษที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ พบว่า สารเดลตา 9 เข้าไปช่วยยับยั้งเซลล์เอเบตาโปรตีนไม่ให้ผลิตสารพิษ และยับยั้งการทำงานของไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นตัวสร้างพลังให้กับเซลล์ผลิตสารพิษดังกล่าว สารเดลตา 9 ในกัญชาจึงสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ ซึ่งได้มีการตีพิมพ์ผลงานนี้ลงในวารสารอัลไซเมอร์ ขณะนี้คณะผู้วิจัยกำลังการศึกษาเพิ่มเติมในขั้นสัตว์ทดลอง

     "การเสพกัญชาทั่วไปจะให้ผลแบบเดียวกับการทดลองนี้หรือไม่ ไม่ทราบและยังไม่มีการศึกษายืนยัน เพราะในการทดลองในห้องปฏิบัติการนี้ ได้สกัดเอารสารเดลตา 9 ในกัญชาออกมาด้วยวิธีการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้สามารถใช้กัญชาในการรักษาโรคได้เป็นรายบุคคล เช่น รักษาภาวะความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง เพื่อลดความเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดจากโรคทางสมองหรือไขสันหลัง เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา"ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว 

    ขณะที่เวบไซต์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเผยแพร่บทความ เรื่อง กัญชากับการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งระบุว่า ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้สูบกัญชาประมาณ 17.4 ล้านคน ซึ่งประมาณ 4.6 ล้านคนสูบเป็นประจำทุกวัน การศึกษาระบาดวิทยาที่ผ่านมาพบว่าในผู้ที่สูบกัญชามีความชุกของโรคอ้วน และโรคเบาหวานต่ำกว่าคนที่ไม่เคยสูบกัญชา แสดงให้เห็นว่าสาร cannabinoid ที่พบในกัญชาอาจมีความสัมพันธ์กับระบบการเผาพลาญของร่างกาย

       Ms. Penner และคณะทำการศึกษาความสัมพันธ์ของการสูบกัญชากับระดับน้ำตาลในเลือด ในอาสาสมัคร 4657 ราย โดยให้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยา พบว่า 579 ราย สูบกัญชาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา 1975 ราย เคยสูบกัญชามาก่อน แต่ในปัจจุบันเลิกแล้ว และ 2103 ราย ไม่เคยสูบกัญชาเลย จากนั้นทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 9 ชั่วโมง และประเมินภาวะต้านอินซูลินด้วย HOMA-IR (homeostasis model assessment of insulin resistance) ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มที่สูบกัญชาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยสูบกัญชา ร้อยละ 16 ส่วนกลุ่มที่เคยสูบกัญชาแต่เลิกแล้ว ไม่พบว่ามีการลดลงของระดับน้ำตาลเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยสูบกัญชา จึงสันนิษฐานได้ว่าผลของกัญชาที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดจะมีผลเฉพาะช่วงที่ใช้กัญชาอยู่เท่านั้น