
"กู้ภัยกลางทะเล" งานเพื่อนักเดินทางกลางสมุทร
บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินได้เห็นภาพข่าวอุบัติเหตุกลางทะเล โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว บางครั้งเกิดจากความประมาท บางครั้งเกิดจากความเห็นแก่ตัว และอีกหลายๆ ครั้งก็จากภัยธรรมชาติ ล้วนนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินทั้งสิ้น...แต่ครั้งที่ร้ายแรงและจ
ว่ากันว่า...อานิสงส์จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ส่งผลกลับมาสู่ประชาชนตาดำๆ ในรูปแบบคุณูปการต่างๆ ทั้งระบบเตือนภัย หอเตือนภัย รวมถึง โครงการรักษาความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเล แม้จะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียจำนวนมหาศาลก็ตาม แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เหล่านี้คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีเคยนึกถึง
ก่อนจะเข้าสู่โหมด "งานกู้ภัยกลางท้องทะเล" แบบเจาะลึกทุกขั้นทุกตอน ฝ่ายกิจการพลเรือนทหารเรือ พาพวกเราไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งเพื่อนตายของชาวเล ด้วยไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหน "เรือนไฟ" หรือ "ประภาคาร" ก็ยังคงทำหน้าที่ส่องแสงสว่างหมุนไปมาอย่างซื่อสัตย์ เพื่อเป็นสัญญาณให้คนเดินทางกลางทะเล ได้รู้ตำแหน่งของที่ตั้งแห่งจุดหมายปลายทาง
บน เกาะตะเภาน้อย ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตทางด้านอ่าวขามเพียง 15 นาที เป็นที่ตั้งของ "ประภาคารเกาะตะเภาน้อย" ซึ่งแต่เดิมเป็นของกรมเจ้าท่า หรือ กรมการขนส่งและพาณิชยนาวี (แต่ขอยอมรับจริงๆ ว่า..ไม่รู้อีท่าไหน???) ตอนนี้ถึงได้โอนมาขึ้นอยู่กับ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และที่สำคัญมิได้โอนมาเฉพาะหอคอยสูง 11 เมตรนี้เท่านั้น แต่ยังโอนมาทั้งเกาะอีกซะด้วยสิ
ว่ากันว่าหอคอยแห่งนี้ยังคงความสง่างามด้วยสัดส่วนสมบรูณ์แบบตามมาตฐานเป๊ะ!! อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเข้มแข็งซะด้วย แม้จะมีอายุอานามนับร้อยปีแล้วก็ตาม...(นี่ถ้าเป็นคนคงต้องทำเรื่องเกษียณไปหลายรอบแล้ว) และตามธรรมเนียมปฏิบัติ (ของตัวเอง) ผู้ได้ชื่อว่าพิสมัยสิ่งสวยงามและความแปลกใหม่ จะให้เพียงแค่สัมผัสทางสายตาโดยปราศจากการลูบๆ คลำๆ ไม่ใช่แน่ๆ ว่าแล้วจึงจัดแจงขยับแข้งขยับแขนฝืนสังขารปีนป่ายขึ้นไปยืนโต้ลมชมวิวทิวทัศน์โดยรอบเท่าที่สายตาจะโฟกัสแบบเบิร์ดอายวิวได้...นับว่าคุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ สำหรับการลงแรงในครั้งนี้
นอกจากวิวสวยๆ บนเกาะตะเภาน้อยยังมีอีกมากมายหลายสิ่งให้เที่ยวชมทั้ง สถานีวัดระดับน้ำ หรือหากใครสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ก็มี ป้อมปืนโบราณ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และ นกเงือก อีกฝูงใหญ่ที่บินโฉบไปโฉบมาให้ชมอย่างใกล้ชิด แต่คงต้องอดใจรออีกสักนิด เพราะเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงแต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นทางการใน...คัมมิ่งซูนนนนนนี้
จากประภาคารเกาะตะเภาน้อย...สู่ฐานทัพเรือทับละมุ จังหวัดพังงา พล.ร.ท.ณรงค์ เทศวิศาล ผู้บัญชาการ กองทัพเรือภาค 3 และ ผู้อำนวยการโครงการรักษาความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเล ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือ ฝั่งอันดามัน (ศร.ภ.ทร.อม.) เล่าถึงโครงการนี้ว่า ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์สึนามิ ทำงานครอบคลุมพื้นที่ 30,000 ไมล์ทะเลภาคใต้ฝั่งอันดามันของประเทศไทย ตั้งแต่เหนือสุดที่จังหวัดระนองจรดใต้สุดในเขตจังหวัดสตูล จากอดีตที่นักท่องเที่ยวและชาวเรือเคยฝากชีวิตไว้กับคลื่นลมทะเล ปัจจุบันสามารถมั่นใจได้ว่าชีวิตจะอยู่รอดปลอดภัยถึงฝั่งได้ หากมีเพียงเสียงวิทยุแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายเข้ามาที่หน่วย
"ภารกิจของกองทัพเรือภาค 3 นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการปกป้องราชอาณาจักร รักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เห็นชอบให้กองทัพเรือรับผิดชอบโครงการรักษาความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว เรือ ประชาชนทั่วไปที่ใช้ทะเลเพื่อกิจการต่างๆ ตั้งแต่ระยะ 500 เมตร จากแนวชายฝั่งออกไปในทะเล รวมถึงทำการรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตในเบื้องต้น โดยมีพื้นที่รับผิดชอบหลักๆ ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และสตูล และแบ่งเป็นพื้นที่ย่อยอีกหลายแห่ง อาทิ หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน บ้านเขาหลัก หาดป่าตอง เกาะพีพีดอน และหมู่เกาะอาดัง-ราวี" ผอ.ทร.ภาค 3 เกริ่นข้อมูลให้ฟังแบบคร่าวๆ ก่อนจะพาไปชมการสาธิตการช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัยฯ แบบเสมือนจริงทุกขั้นตอน
บ่ายอ่อนๆ บริเวณชายฝั่งภายในฐานทัพถูกเนรมิตให้กลายเป็นฉากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยกำลังพลและอุปกรณ์ครบถ้วนทั้ง เฮลิคอปเตอร์ เรือรบหลวง เรือริบ (RIB) และเรือยาง....
ทั้งที่ได้รับข้อมูลมาพร้อมสรรพ แต่เมื่อการแสดงเริ่มต้นผู้ชมแต่ละคนกลับออกอาการตื่นเต้นจนนิ้วมือเกร็งลืมกดชัตเตอร์ไปตามกัน โดยเฉพาะฉากเรือยางค้นหาเป้าหมายและปล่อยทุนควันหลังได้รับแจ้งเหตุจากแนวร่วมในพื้นที่ฝั่งอันดามันทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ชาวบ้าน หน่วยราชการ เจ้าของกิจการเดินเรือ ฯลฯ ซึ่งสามารถส่งผ่านได้หลายช่องทาง อาทิ ผ่านทางวิทยุสื่อสาร ศูนย์นเรนทร 1669 ฯลฯ เพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือ แล้วความตื่นเต้นก็ถูกกระชากยิ่งขึ้นอีกระดับ เมื่อเฮลิคอปเตอร์โรยอุปกรณ์ดึงผู้บาดเจ็บขึ้นจากผิวน้ำ เพื่อร่นระยะเวลาและรักษาชีวิตไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนส่งมอบสู่มือแพทย์ เป็นที่รู้กันว่าขั้นตอนการกู้ภัยฯ บรรลุเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว...หากแต่ผู้ชมยังคงยืนตะลึงอยู่ที่เดิม
และตามค่านิยมหรือธรรมเนียมปฏิบัติก็อาจใช่ เพราะทุกครั้งที่ไปเยือนถิ่นดอกประดู่จะต้องมีกิจกรรมดีๆ สักอย่างให้ร่วมกัน ก่อนที่จะได้แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ซึ่งคราวนี้ก็คือ กิจกรรมปล่อยลูกเต่าทะเล กลับลงสู่ถิ่นฐานกำเนิดที่บริเวณชายหาดสนงาม ภายในศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือพังงา แม้ว่าลูกเต่าจะดูตัวเล็กสำหรับการไปผจญภัยในโลกกว้าง แต่เมื่อออกปากถามไถ่เจ้าหน้าที่จึงได้ความกระจ่างว่า...ลูกเต่าจะเรียนรู้เองว่าต้องอยู่อย่างไรถึงจะชีวิตอยู่ได้ตลอดจนรอดกลับมาออกไข่ได้ที่ฝั่ง...
คืบก็ทะเล...ศอกก็ทะเล หมายถึง อันตรายเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อกับทุกชีวิต ตั้งแต่เต่าตัวเล็กๆ ยันมนุษย์ตัวโต แต่คนกลับโชคดีกว่า เพราะมีหน่วยกู้ภัยกลางทะเลฯ ไว้คอยช่วยพิทักษ์เผ่าพันธุ์



