
ยกระดับสุขภาพชาติพันธุ์ ภาคเหนือ
สำนักแพทย์ มฟล.เดินหน้าปฏิรูปการเรียนการสอนแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพด้านสุขภาพ เปิดศูนย์การแพทย์ 400 เตียง ยกระดับสุขภาพปชช.-ชาติพันธุ์ ภาคเหนือ
สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ (ศสช.) และ องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์-พยาบาล และกลุ่มสหวิชาชีพสุขภาพ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ “ทรานส์ฟอร์มเมทีฟ เลิร์นนิง” เพื่อเพิ่มคุณลักษณะพึงประสงค์แก่นักศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หวังยกระดับสุขภาวะประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ
ศ.เกียรติคุณ พลโท นพ.นพดล วรอุไร คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวต่ออีกว่า แนวทางต่อเรื่องนี้ของสำนักแพทยศาสตร์ มฟล. คือการเปิดศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่สามารถรับผู้ป่วยได้ 400 เตียง ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วง ปลายปี 2560 และจะขยายเป็น 800 เตียงในอนาคต โดยนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2-3 และกลุ่มสหวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องสามารถเรียนที่นี่ได้ทั้งหมด และยังตั้งความหวังไกลมากกว่านี้ เช่น เกิดความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใน จ.เชียงราย หรือกับโรงพยาบาลในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบนทั้งหมด สร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับ มฟล.เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์และสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย นักศึกษามีโอกาสศึกษาและสัมผัสปัญหาสุขภาพประชาชนภาคเหนือตอนบนทั้งหมด ซึ่งถ้าผู้ใหญ่จาก สธ.สนับสนุนเรื่องนี้ และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้การดำเนินงานต่างๆ ดีขึ้น
"จังหวัดเชียงรายมีลักษณะพิเศษ คือมีกลุ่มชาติพันธุ์ มีคนต่างชาติ ข้ามพรมแดนเข้ามาและนำโรคที่น่าสนใจและเป็นปัญหาเข้ามา ซึ่งระบาดข้ามมาจากฝั่งพม่า ฝั่งลาว คนกลุ่มนี้จะมารักษาตัวที่ อ.เชียงแสน และ อ.แม่สาย ในฝั่งไทย โรคเหล่านี้บางโรคไม่เคยมีในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ของเราจะได้เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้น ส่วนชุมชนหรือชาติพันธุ์ต่างๆ ทางสำนักแพทยศาสตร์จะมีบัณฑิตแพทย์จบเป็นรุ่นแรกในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งทางสำนักแพทยศาสตร์จะชักชวนให้มาทำงานต่อ ทำให้เขามีโอกาสย้อนไปเยี่ยมชุมชนที่เขาเคยไปสมัยยังเป็นนักศึกษา และติดตามความก้าวหน้าในการดูแลผู้ป่วยในชุมชนหรือชาติพันธุ์ต่างๆ ได้โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การทำงานของ ศสช. จึงคิดว่าหากสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มฟล. ร่วมมือกับ ศสช. จะทำให้การผลิตบัณฑิตแพทย์เพื่อชุมชนเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น
ด้าน นพ.แดเนียล เอ. เคอร์เทสช์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำเทศไทย กล่าวว่า การปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่การเน้นการเพิ่มจำนวนบุคคลากรเท่านั้น แต่ต้องสร้างบุคคลากรที่เข้าใจเรื่องชุมชนด้วยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีความก้าวหน้ากว่าหลายๆ ประเทศ เพราะมีการวางระบบต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาเพื่อเดินหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลกจะให้การสนับสนุนทุกอย่าง และจะเป็นตัวกลางในการนำประสบการณ์ของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนให้ประเทศอื่นๆ รับทราบ รวมถึงการนำประสบการณ์จากต่างประเทศเพื่อให้ประเทศไทยปรับใช้ เพื่อทำให้การพัฒนาบุคคลากรสุขภาพของประเทศไทยทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย.



