
รพ.ปรับวิธีรักษา นาทีชีวิต!!!
โรงพยาบาล เดินหน้าทำ Service Plan ปรับวิธีรักษานาทีชีวิต!! หวังลดอัตราการเสียชีวิต ผู้ป่วยวิกฤตขณะส่งต่อ ระบุอัตราเสียงเสียชีวิตร้อยละ62
ผู้ป่วยภาวะวิกฤติถือเป็นนาทีชีวิต ขณะอยู่ระหว่างส่งต่อจากโรงพยาบาลหนึ่งไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษามากกว่า ที่ผ่านมาพบปัญหาคือการไม่เชื่อมต่อประวัติการรักษาก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความล่าช้าในการซักประวัติและเริ่มต้นการรักษาใหม่ เสียงต่อความปลอดภัยและผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ข้องกังวลดังกล่าว สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) จึงนำมาเป็นประเด็นหลักในงานประชุมวิชาการประจำปี (HA Nationnal Forum) ครั้งที่ 18 ณ ศูนย์การประชุม IMPACR FORUM เมืองทองธานี เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤต ให้มีความปลอดภัย และด้รับการบริการที่มีคุณภาพ
พญ.ชุติมา สมรรคคดี กุมารแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตออกนอกพื้นที่แต่ละครั้งมีความเสี่ยงสูงมากไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใด จากสถิติที่ผ่านมาก่อนที่ทางโรงพยาบาลจะมีมาตรการ Service Plan เข้ามาในการจัดการเรื่องนี้ พบว่ามีกรณีปัญหาในการส่งต่อผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะวิกฤต และมีอัตราการเสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายสูงถึงร้อยละ 62
พญ.ชุติมา กล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยที่โรงพยาบาลต้องส่งต่อผู้ป่วย เนื่องจากจำนวนเตียงของคนไข้ฉุกเฉินมีไม่เพียงพอ ไม่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และขาดแคลนอุปกรณ์ หรือไม่อุปกรณ์เพียงพอต่อการให้บริการผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ปัจจัยดังกล่าวล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงพยาบาลต้องทบทวนมาตราการเหล่านี้ เพื่อเป้าหมายคือลดการส่งต่อผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะวิกฤตออกนอกพื้นที่ให้เป็น0
“สำหรับการปรับกุลยุทธ์ใหม่นั้น โรงพยาบาลได้ดำเนินการเพิ่มเตียง PICU เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดรับผู้ช่วยพยาบาลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรระยะสั้นที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้เฉพาะทางในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับผู้ป่วยวิกฤตเด็กจำนวนมากมาร่วมงาน รวมทั้งเปิดอบรมให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในเครือข่ายในการดูแลผู้ป่วยภาวะหอบหืด หลังพบว่าร้อยละ 90 ไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาตามมาตรฐาน เช่น ลักษณะของการพ่นยา ซึ่งหากมีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ตอบสนองความต้องการและใช้งานสะดวก ในอนาคตอัตราการเสียชีวิตก็จะลดลง สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น” พญ.ชุติมา กล่าว
ด้าน นพ.วิบูลย์ กาญจนพัฒนกุล หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เทคโนโลยีและการแพทย์ไทยไม่เพียงแต่ให้บริการประชนเท่านั้นแต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยและส่งต่อมาตราฐานที่ดีที่สุดเพื่อประชาชนจะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย ก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้นำด้านการแพทย์ เพราะทุกคนมีความหวังว่าเด็กจะมีอัตตราการอยู่รอดเพิ่มขึ้น หลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทุกระดับให้สามารถดูแลเด็กได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด นอกจากนี้บุคคลากรทางทารแพทย์ก็เป็นอีกพลังสำคัญที่จะลดปัญหานี้ได้โดยต้องมีการจัดอบรมเพิ่มฐานความรู้ให้มากขึ้น
ทั้งนี้การพัฒนา Service Plan ให้กับสถานพยาบาลต่างๆ มีเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกให้แพทย์ในการวินิจฉัยโรค ประเมินการรักษา และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงทีเท่านี้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บเพิ่ม และลดอัตราความเสียงในการเสียชีวิต ทำให้ประชาชนทุกพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขได้



