ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - พระเทวดา

โลกใบนี้ดนตรีไทย - พระเทวดา

01 ก.ย. 2552

น้องนอนนอนหนุนตักพี่นอน นอนนอนนอนน้องนอนจะกล่อมให้นอน

 ฉบับนี้เข้ามาด้วยเนื้อร้องเพลงที่มีความคุ้นหูกันเป็นอย่างดีของผู้ที่มีวัยมากกว่า 40 ปี  แต่สำหรับวัยรุ่นอาจจะมีบ้างที่รู้จักเพลงนี้ ที่มีชื่อว่า  "เห่ฉิมพลี" ซึ่งเป็นผลงานเพลงของอดีตพระเอกลิเกชื่อดังมีนามว่า  บุญสม อยุธยา และแน่นอนที่สุดแฟนพันธุ์แท้ของอดีตลิเกผู้นี้ย่อมทราบดี ว่าเขาแจ้งเกิดหลังจากการร้องเพลงลูกทุ่งที่ชื่อว่าบัวตูมบัวบาน ในนามของ พร ภิรมย์ และฉบับนี้ผมจะให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสกับชีวิตมหัศจรรย์ของคนธรรมดาหรือคนเทวดาก็ว่าได้

 และเหตุที่ผมได้เขียนเรื่องนี้ก็เป็นเพราะมีเรื่องสืบเนื่องมาจากเมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาผมได้รับเชิญจากฝ่ายกิจกรรมของบริษัทซีพีออลล์ หรือเซเว่นอีเลเว่นที่เรารู้จักกัน โดยให้ผมไปร่วมบรรเลงระนาดเอก ในงานที่มีชื่อว่า เล่าขานงานเพลงพระพร ภิรมย์ ซึ่งจัดกันที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ย่านสีลมนั่นเอง โดยผู้จัดงานนี้ก็คือสำนักประสานรัฐกิจ บริษัทซีพีออลล์ จำกัด ซึ่งจริงๆ แล้วบริษัทนี้จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรีทุกๆ สามเดือน แล้วก็จัดมาก่อนหน้านี้แล้ว 10 ครั้ง ซึ่งก็จัดมาเป็นกิจกรรมแบบไทยๆ หลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันคงจะหาบริษัทเอกชนที่ใจดีและลงทุนทำกิจกรรมแบบนี้ได้ยากยิ่งก็ต้องขอขอบคุณไว้นะที่นี้ด้วย

 สำหรับบรรยากาศในงาน ซึ่งจัดที่ห้องประชุม 1102 มีขนาดความจุ 80 ที่นั่งและก็มีผู้เข้าชมเกือบเต็มจำนวน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ปี แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นแฟนคลับของพร ภิรมย์ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเรียกว่าพระพร ภิรมย์ เพราะปัจจุบันท่านถือเพศบรรพชิตตลอดชีวิต โดยพิธีกรดำเนินรายการก็คือ อาจารย์อานันต์  นาคคง หรือที่ผมคุ้นและเรียกติดปากว่าอาจารย์หน่อง และท่านก็สามารถให้ความรู้และความเพลิดเพลินจากการบรรยายให้แก่ผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้นรวมถึงตัวผมได้ทราบถึงเรื่องราวต่างๆ ของพระพร ภิรมย์ และในการบรรยายก็จะสลับด้วยการบรรเลงและขับร้องผลงานเพลงของพระพร ภิรมย์ จากวงปี่พาทย์ซึ่งตัวผมเองได้รับเกียรติให้บรรเลงระนาดเอก โดยมี ครูเรืองเดช พุ่มไสว บรรเลงฆ้องวงใหญ่และเป็นหัวหน้าวง หรือที่นักดนตรีไทยชอบเรียกว่าโต้โผนั่นแหละครับ ส่วนนักร้องที่มาถ่ายทอดอารมณ์เพลงก็คือ อาจารย์สมบัติ  สังเวียนทอง นักร้องรางวัลฆ้องทองคำพระราชทาน ซึ่งผมคิดว่างานนี้ คนนี้แหละใช่เลย

 หลังจากที่อาจารย์หน่องกล่าวนำเปิดรายการ เพลงแรกที่ทำการบรรเลงและขับร้องก็คือ เพลงดาวลูกไก่ ซึ่งเป็นทำนองราชนิเกิงหรือลิเกนั่นเอง และทุกเพลงก็จะมี อินโทรดักชั่น (Introduction) หรือเพลงนำเข้าสู่บทร้อง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องถือว่าเป็นต้นแบบของลิเกในยุคปัจจุบัน 

 และสำหรับ อินโทรดักชั่น ทั้งหมดในวันนั้นก็จะเป็นทำนองเดิมจากต้นฉบับ โดยเฉพาะเพลงดาวลูกไก่ ซึ่งผมเองก็เพิ่งทราบว่าผู้แต่งก็คือ ครูเสนาะ หลวงสุนทร และบันทึกเสียงตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ซึ่งผมยังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำไป

 ในขณะที่ผมบรรเลงเพลงดาวลูกไก่ ความทรงจำในวัยเด็กของผมเมื่อครั้งที่เริ่มหัดเล่นระนาดมันกลับมาอยู่ในความรู้สึกของผมในตอนนั้น อาจเป็นเพราะว่าทำนองเพลงนี้มันก้องอยู่ในหูของผมในตอนเป็นเด็กนั่นเอง 

 หลังจากที่เพลงดาวลูกไก่จบลงก็จะตามด้วยเพลงต่างๆ สลับการบรรยายอีกหลายเพลงจนกระทั่งมาถึงเพลงสุดท้ายที่มีชื่อว่า ริมไกรลาศ และ ในขณะที่บรรเลงขับร้อง มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งวัยหกสิบปีกว่าๆ ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าตรงกับผมพอดี น้ำตาของท่านซึมออกมาจนกระทั่งต้องใช้นิ้วปาดอยู่ตลอดเวลา 

 เอาไว้ฉบับหน้ามจะเขียนให้อ่าน ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงทำให้ท่านผู้ชมน้ำตาไหล รวมถึงประวัติและผลงานของพระพร ภิรมย์ ชนิดที่เรียกว่ารู้อย่างไร เขียนอย่างนั้น ไม่ปิดบังเลยครับ 
 สวัสดี

"ขุนอิน"