
แขกรับเชิญ-เบื้องหลัง นาง (นาย) งาม!!
ไม่น่าเชื่อว่าเรตติ้งดี จนต้องเชิญ "ปูเป้" ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง มาเล่าเรื่องที่เราไม่รู้อีกครั้ง! ...
ตอนที่แล้ว เธอเล่าถึงการตัดสินใจ "แปลงเพศ" และขั้นตอนวิธีการ "ทำ" เป็นขั้นเป็นตอน ความเจ็บปวดที่มาพร้อมความหวัง ไม่เพียงการบอกเล่าอย่างสนุกและเห็นภาพเท่านั้น ทว่าสีสันที่เธอสอดแทรกมา มันน่าติดตามยิ่งนัก
และ "เบื้องหลัง นาง (นาย) งาม!!" ที่กำลังจะได้อ่านต่อจากนี้ เธอจะเล่าถึงเส้นทางหลังการ "เฉาะ" คือการก้าวข้ามผ่านถนนคนเดินดินธรรมดา ไปสู่เวทีการประกวดใหญ่ระดับประเทศ
เวทีที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น และเส้นทางการบริการ ที่ "คนนอก" มอบให้ เป็นเบื้องลึกที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
มากกว่า "ชายงามหัวโปก" ไปจนถึง "ราชินีเป๊ะเว่อร์" เป็นยังไง... เกือบอดใจรอไม่ไหวแล้วใช่มั้ยล่ะ!
หากพูดถึงการประกวดสาวงาม หลายๆ คนคงนึกถึงเวที นางสาวไทย แต่ถ้าพูดถึงการประกวดชายงาม แน่นอนว่าหลายๆ คนน่าจะรู้จักเวทีมิสทิฟฟานี่ เวทีการประกวดอันทรงเกียรติที่ชายงามใฝ่ฝัน และฉัน ปูเป้-ภิญญาพัชญ์ (พีอาร์สาว (เทียม) แห่งเอ-ไทม์ มีเดีย ที่ส่งตัวเองเข้าประกวดโดยไม่มีสปอนเซอร์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ได้แรงเชียร์ผ่านคลื่นวิทยุข่าวบันเทิง 94 อีเอฟเอ็ม จึงทำให้มีคนรู้จักและเชียร์ฉันอยู่บ้าง)
ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและติดอันดับ 30 คนสุดท้าย ก็ได้มีโอกาสร่วมเข้าแข่งขันบนเวทีแห่งนี้ด้วย โดยเหตุผลเดียวที่ฉันตัดสินใจเข้าประกวด คือ หมอดูมาทักว่า จะติด 1 ใน 3 (ซึ่งถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชนะการประกวดในครั้งนี้ และตกรอบตั้งแต่แรก แต่สิ่งเดียวที่ฉันยังคงเชื่อหมอดูคนนี้อยู่ก็เพราะฉันจับสลากได้เป็นผู้เข้าประกวดหมายเลย 3)
5 วันของการเก็บตัวที่พัทยา ก่อนถึงวันประกวดจริงกับ 30 คนสุดท้ายผู้ผ่านการคัดเลือกจากการเฟ้นหาชายงามของเวทีมิสทิฟฟานี่ที่มากไปด้วยเรื่องราว ทั้งเรื่องความสวย ความงาม และมรสุม หรือบทเรียนชีวิตที่ชายงามแต่ละคนต่างต้องต่อสู้พร้อมฝ่าฟันกับอุปสรรคเหล่านั้นจนได้มาถึงวันนี้ วันที่พร้อมที่จะเรียกตัวเองว่า สาวงาม หรือ นางงาม
วันแรกของการเก็บตัว สาวงามที่ผ่านการคัดเลือกต้องมารวมตัวกันพร้อมรับฟังกฎ กติกา ขั้นตอน รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 5 วันต่อจากนี้ แน่นอนว่า 30 สาวงามต่างมีพื้นฐานมาจากการเป็นชายงามหัวโปก!! มาก่อน
พอถึงเวลาที่ต้องมารวมตัวกัน ห้องประชุมเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกลุ่มสาวงามเหล่านี้จึงบังเกิดเสียงเอ๊ะอะมะเทิ่ง กรี๊ดกร๊าด เม้าท์แตกกันชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใคร เพราะสาวงามแต่ละนางล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่จัดเจนในเวทีการประกวดทั้งสิ้น และต่างคนต่างก็เคยพบเจอกันตามเวทีอื่นๆ มาก่อน แต่ไม่มีเวลาได้พูดคุยกันมากนัก เนื่องจากเวทีการประกวดเหล่านั้นจะเป็นเวทีเล็กๆ ซึ่งต่างจากเวทีมิสทิฟฟานี่ที่ทุกคนต่างก็ตั้งตารอ เพราะถือกันว่าเป็นเวทีแห่งความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของการประกวดชายงาม เพื่อประกาศตัวให้โลกได้รับรู้ว่าเธอเป็นสาวงาม
และกิจกรรมในวันแรกก็เริ่มด้วยการพูดคุยแนะนำตัว พร้อมบอกเล่าเรื่องราวชีวิตอันน่าสนุกของแต่ละคน เริ่มกันที่เรื่องงาน อาชีพหลักๆ ส่วนใหญ่จะเป็น นางโชว์ และเล่าสาวงามที่มีอาชีพนางโชว์ ด้วยกันก็มักจะคุยหรือโอ้อวดกันในเรื่องการลิปซิงเพลงและท่าโชว์ต่างๆ ตามที่ตัวเองแสดงซึ่งเพลงหลักๆ ที่พูดพร้อมเต้นโชว์กันในช่วงนั้นจะเป็นเพลง Nobody ของ Wonder Girl ที่ไม่เพียงแค่พูด และเอารูปชุดที่ใช้เต้นให้ดูเท่านั้น แต่ละนางยังลุกขึ้นมาออกสเตปโชว์กันชนิดที่เรียกว่า มาเต็ม ให้คนอื่นๆได้ดู ก่อนจะได้เสียงชมจากเหล่าเพื่อนสาวว่า เป๊ะเว่อร์!!!! ซึ่งสาวงามกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สร้างสีสันให้กองประกวดตลอดเวลา เพราะว่างเมื่อไหร่เป็นต้องร้องเพลง ประหนึ่งว่ามีโน้ตดนตรีฝังอยู่ในเม็ดเลือดของเธอ
มาต่อกันที่สาวงามอีกกลุ่มที่มีอาชีพที่ต่างไปคือเป็นสาวแอ๊บชะนีขายบริการ สาวๆ กลุ่มนี้จะไม่ได้มีแค่ความสวยอย่างเดียว แต่เธอจะต้องมีความเนียน หรือความเหมือนผู้หญิงมากๆ เพราะอาชีพที่เธอเป็นจะต้องทำให้คนที่มาใช้บริการเชื่อว่าเธอคือผู้หญิงจริงๆ
ประเด็นหลักๆ ที่สาวๆ เหล่านี้พูดคุยกันมักเป็นเรื่องความสวยความงาม โดยเฉพาะชื่อหมอ หรือคลินิกที่เธอไปเสริม เติม แต่งกันมา โดยเรื่องเด่นๆ คือการเสริมสะโพกที่สาวงามทุกคนอยากมี เนื่องจากสรีระแบบผู้ชายมักจะมีทรวดทรงที่ตรงและไม่มีสะโพก ดังนั้นสาวงามคนไหนที่มีสะโพกจะได้รับเสียงชื่นชมว่า เป๊ะเว่อร์!!! ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งคำว่า เป๊ะเว่อร์!!! นั้น ก็ต้องมาจากการฉีดทั้งคอลลาเจน หรือซิลิโคน ตามแต่ความพึงพอใจและกำลังเงินของแต่ละคน และแน่นอนว่าการฉีดเพิ่มสะโพกนี้ไม่ได้ฉีดเพียงแค่เข็มเดียว สาวงามที่ได้รับเสียงโหวตว่า เป๊ะเว่อร์!!! ที่สุดในกลุ่มฉีดไปถึง 50 เข็ม แต่สาวรายนี้เธอ เป๊ะเว่อร์!!! จริงๆ เพราะเธอมีดีกรีการเป็นสาวแอ๊บชะนีขายบริการ ที่ไปบริการไกลถึง สิงคโปร์และฮ่องกงมาแล้ว รวมถึงในปัจจุบันยังมีหนุ่มอีกหลายรายที่มาใช้บริการเธอโดยที่ไม่รู้ว่าเธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน
ซึ่งหลังจบการประกวด ก็มีหนุ่มใหญ่รายหนึ่งมาติดต่อชวนให้ฉันไปกินข้าวด้วย โดยให้เหตุผลว่าเห็นภาพฉันจากการประกวด และชอบที่ฉันมีลุคหมวยๆ แบบญี่ปุ่น!!
สาวงามอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอาชีพหลักคือ การเดินสายประกวดทั่วราชอาณาจักร กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีชีวิตค่อนข้างรันทด เนื่องจากการเดินสายประกวดจะมีรายได้ไม่แน่นอน เพราะรายได้มาจากรางวัลของการประกวด แถมรางวัลที่ได้มาก็ยังต้องแบ่งกับเหล่าพี่เลี้ยงนางงามที่มีมากกว่าหนึ่งคน ในอัตราส่วน 60 : 40 หรือบางรายก็ 70 : 30 โดยตัวนางงามเองจะได้เงินรางวัลไม่เยอะ และในแต่ละเวที พวกเธอเหล่านี้ต้องดูแลตัวเองกันอย่างมาก รวมไปถึงความกดดันจากพี่เลี้ยงทั้งบังคับให้ตื่นตั้งแต่ตี 3 (ซึ่งเวลาที่กองประกวดนัดจริงๆ คือ 8 โมงเช้า) เพื่อมาเตรียมตัวแต่งหน้า ทำผม ทาผิว เพราะพี่เลี้ยงจะสั่งตลอดว่า ต้องสวยตลอดเวลาที่อยู่ต่อหน้าคณะกรรมการ หรืออยู่ภายในกองประกวด สาวงามกลุ่มนี้จะถูกห้ามแม้กระทั่งการพูดคุยกับสาวคนอื่นๆ (ต่อหน้าพี่เลี้ยง) เพราะกลัวว่าจะทำให้เสียภาพลักษณ์หากไปคุยกับสาวงามที่ไม่ใช่ตัวเต็ง หรือหลุดความลับ หรือเคล็ดลับความสวยต่างๆ นานา ดังนั้นสาวกลุ่มนี้จะปลดปล่อยความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่กับเพื่อนสาวคนอื่นๆ หลังจากที่กองประกวดให้ทุกคนแยกย้ายกันไปนอน ...
เกือบทั้งวันที่หมดไปกับการปฐมนิเทศในวันแรก ฉันคงจะไม่ได้คุยกับใครเลย ถ้าไม่มีสาวงามนางหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นมาถามฉันว่า “ขอโทษนะคะ พี่เป็นพี่เลี้ยงรึเปล่าค่ะ??” สิ้นประโยคคำถามฉันตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงชัดแจ๋วว่า “มาประกวดค่ะ” เท่านั้นแหละเหล่าสาวงามทั้ง 29 ชีวิตที่เหลือก็ร้อง อ๋อ!! เป็นเสียงเดียวกันพร้อมทำสีหน้าอันเป็นที่เข้าใจกันว่า ฉันเป็นพวกเดียวกันกับเขา (อาจเป็นเพราะฉันตัวเล็ก และไม่ได้แต่งองค์ทรงเครี่อง หรือประโคมเครื่องสำอางบนใบหน้ามากเกินไป เลยทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงจริงๆ)
ความสนุกเริ่มต้นขึ้นจากนี้แหละ หลังจากที่ทุกคนรับรู้ว่า ฉัน...เป็นพวกเดียวกับเขา!!
ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง



