
"ทปสท."โต้ตั้งอธิการฯ เกษียณต้องยึดตามคำพิพากษา
"ทปสท."โต้ ตั้งอธิการฯ เกษียณต้องยึดตามคำพิพากษา"
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่ ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏได้ออกแถลงการณ์ เรื่องการแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้ที่เกษียณอายุราชการ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงดังนี้ 1. กรณีอ้างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 มาตรา 29 ไม่มีข้อห้ามผู้เกษียณอายุราชการดำรงตำแหน่งอธิการบดี จึงสามารถกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการอ้างกฎหมายเพียงมาตราเดียว
ทั้งที่มาตรา 18 (13) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ ระบุไว้ชัดเจนว่า"ให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา..." ดังนั้นหากแต่งตั้งคนที่ไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการจะบริหารงานบุคคลโดยใช้กฎหมายใด ซึ่งเกิดปัญหาขึ้นแล้ว โดยเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหนังสือตอบข้อหารือของสถาบันอุดมศึกษาว่า ผู้เกษียณอายุราชการไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชา จึงไม่สามารถตั้งกรรมการสอบวินัยอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการซึ่งถูกร้องเรียนว่ากระทำผิดวินัยได้
2. กรณี อ้างความในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ว่าบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่มิได้เป็นข้าราชพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หมายถึง คนที่เกษียณอายุราชการนั้นก็คงไม่ถูกต้องอีก เพราะยังมีมาตรา 32(3) ที่ระบุให้สามารถรับโอนข้าราชการอื่น(ซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา)มาช่วยราชการ เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ด้วย
และมาตรา 26 วรรคสาม ยังระบุไว้ "เมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแล้วให้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม" และมาตรา 19 ยังระบุไว้อีกว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์และมีวุฒิปริญญาเอก เมื่ออายุครบ 60 ปี อาจให้ต่ออายุราชการได้อีกจนถึง 65 ปี "แต่ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งบริหาร" นี่คือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย
3. กรณีอ้างเรื่องเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มพิเศษของอธิการบดีที่เกษียณอายุราชการ ว่าเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์ และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งข้าราชการ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะแต่ละสถาบันล้วนให้สภามหาวิทยาลัยออกระเบียบใช้เงินรายได้(จากค่าเทอมนักศึกษา) มาจ่ายแทบทั้งสิ้นและจ่ายสูงกว่าอัตราที่ราชการกำหนดไว้แทบทั้งสิ้น
4.ที่อ้างว่ามีอธิการบดีหลายแห่งทั้งที่เป็นส่วนราชการและในกำกับ ก็ได้รับแต่งตั้งจากผู้เกษียณนั้น ยิ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการที่มหาวิทยาลัยในกำกับทำได้นั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติของเขากำหนดให้สภามหาวิทยาลัยออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลเองได้ ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏพระราชบัญญัติกำหนดให้บริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น
5. การอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ว่าไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการนั้น ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษา "เห็นพ้องกับศาลปกครองนครราชสีมา" ที่เคยพิพากษาว่า "แม้ว่าพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2546 มาตรา 26 จะไม่กำหนดสถานภาพไว้ แต่เนื่องจาก มาตรา 4 กำหนดให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เป็นนิติบุคคลที่เป็นส่วนราชการ ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีต้องแต่งตั้งจาก "ข้าราชการ/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น" ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายืนตามศาลปกครองนครราชสีมา โดยไม่มีประเด็นเห็นต่าง
อนึ่ง ขณะนี้ศาลปกครองนครราชสีมา ได้มีคำสั่งทุเลา(คุ้มครอง) กรณีที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์จะเสนอแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณอายุราชการ ดังนั้น คงต้องรอดูว่าในที่สุดศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร ทางสภาคณาจารย์และข้าราชการ เราเคารพความเห็นต่างทางกฎหมาย ซึ่งสุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสิน



