
ชูหลัก“NIEMS”ยกระดับแพทย์ฉุกเฉิน
สพฉ.ชู“ NIEMS”ยกระดับแพทย์ฉุกเฉินลดอัตราบาดเจ็บ-เสียชีวิตช่วยเหลือทันทีตั้ง จีพีเอสรถฉุกเฉินทุกคันดึงเอกชนรับผู้ป่วยฉุกเฉินดูแลแก้คนล้นเตียงรพ.รัฐ
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งถึง ทิศทางการทำงานต่อการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ที่จะเกิดขึ้นภายใน 4 ปีข้างหน้า ว่า สถานการณ์ผู้ป่วยฉุกเฉินของไทยมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉิน 12 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยวิกฤตถึง 4 ล้านคน ขณะที่การเข้าถึงการบริการนั้น สถิติไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับการบริการเพิ่มขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ต้องการ ทั้งนี้ในปี 2556 -2558 พบว่า มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงการบริการ 1.3 ล้านคน แต่มีผู้ป่วยวิกฤตเพียง 4 แสนคน คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นดังนั้นอีก 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือยังต้องการระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้ามาให้บริการ
เมื่อพิจารณาตาม 13 เขตสุขภาพรวมเขต กทม.ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้ป่วยฉุกเฉิน ในระดับวิกฤตมี 10-20 เปอร์เซ็นต์ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่เพิ่มระดับการได้รับบริการ ขณะที่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ในระดับเร่งด่วน ได้รับบริการที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ผ่านสายด่วน 1669 สัดส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุมาจากอุบัติเหตุ โดยมาจากยานยนต์สูงสุด ขณะที่อีก 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่อุบัติเหตุ
สำหรับการแพทย์ฉุกเฉินไทยสู่อนาคตในปี 2563 ยึดนโยบาย “NIEMS” ลดอัตราการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินในประเทศไทย “NIEMS คืออะไร “N” คือ National EMS Policy maker องค์กรแห่งชาติที่ให้นโยบาย National EMS Regulator ควบควบคุมกำกับ และ National EMS Facilitator ช่วยสนับสนุนส่งเสริมองค์กรอื่นในการพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วน “I” คือ International Collaborating Institute และ International Recognition หมายความว่า สพฉ.จะเป็นองค์กรเพื่อการรวมตัวกัน หรือ ประสานความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ โดยพุ่งเป้าไปว่าไทยจะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
ขณะที่ตัว “E” คือ Emergency medical care and disaster response coordination and Learning Center คือสพฉ.จะเป็นองค์กรสนับสนุน อุดหนุนในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งในภาวะปกติ และภาวะภัยพิบัติ และตัว “M” มาจาก Medical direction system promoter คือ การอำนวยการทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของรับการแพทย์ฉุกเฉิน สุดท้ายคือตัว “S” คือ Safety -Standard of service and Satisfactio ซึ่งสพฉ.จะเป็นองค์กรในการพัฒนาความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน และผู้ป่วย รวมไปถึงมาตรฐานการให้บริการ
ต่อไปจะมีการพัฒนาว่าโรงพยาบาลใดสามารถรับคนไข้ประเภทไหนอย่างไรบ้าง เช่น โรคสมอง โรคหัวใจ ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการส่งต่อผู้ป่วย โดยในอนาคตจะมีการจัด Emergency Center เพื่อที่จะลดการแออัดคับคั่งของผู้ป่วยฉุกเฉินในสถานพยาบาลภาครัฐ เน้นการคัดแยกและดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ โดยผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้าถึงบริการนอกเครือข่ายบริการของภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลเอกชนได้ เมื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉินขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงินก่อน
“มีอีกมุมมองหนึ่ง คือ การทำ Reverse EMCO คือกรณีที่ผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลภาครัฐแล้ว และสถานพยาบาลของรัฐอาจจะเต็ม ขีดความสามารถไม่ว่าจะเป็น เตียงเต็ม ทรัพยากรต่างๆ อาจจะต้องอาศัยกลไก ความร่วมมือจากสถานพยาบาลเอกชน ในการรับผู้ป่วยฉุกเฉินออกไปดูแล ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างสถานพยาบาลเอกชนกับกองทุนต่างๆของภาครัฐ” นพ.อัจฉริยะกล่าว
นอกจากนี้ต้องประกาศให้มีอำนาจหน้าที่ขอบเขตความรับผิดชอบ และข้อจำกัดของหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน และมีกระบวนการที่จะรับรองมาตรฐานหน่วย โดยจะผลักดันให้เกิด TEMSA (Thailand EMS Accreditation) ขึ้นเพื่อเป็นโมเดลให้ประเทศไทยมีองค์กร หรือ มีการตรวจรับรองมาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การตรวจรับรองรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินมุ่งสู่การรับรองหน่วยปฏิบัติการ ในอนาคตอาจจะขยายผลไปยังประเภทอื่น เช่น รถพยาบาล หรือ รถกู้ภัย เพื่อให้เกิดความคุ้มครองประชาชน โดยตั้งเป้าว่าในอนาคตจะมีโมเดลในการติดจีพีเอสในรถ เพื่อให้รู้ว่ารถอยู่ไหน ประเมินได้ว่า รถนั้นจะเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินได้ภายในกี่นาที
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวถึงการจัดการในกรณีทีเกิดสาธารณภัย ว่า สพฉ.จะสนับสนุน เช่น การฝึกต่างๆ การสื่อสาร ในเรื่องของการปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน ภายใต้หลัก 4 C + 4 T หรือ Command Control Communication และ Coordination และ4T คือ Triage Treatment Transport และ Transfer ซึ่งอยากขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยในเรื่องของการปฏิบัติการอำนวยการต้องมีแพทย์อำนวยการ มีผู้ช่วยอำนวยการ เรื่องการปฏิบัติการแพทย์ ต้องมีแพทย์ หรือ ผู้ประกอบวิชาชีพ หรือ ผู้ช่วยเวชกรรม และในภาคประชาชนเองจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปฐมพยาบาล โดยในอดีตสามส่วนนี้ยังไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน จึงอยากให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองในขั้นตอนได้ระดับหนึ่ง ก่อนที่จะแจ้งหน่วยปฏิบัติการต่อไป
ทั้งนี้ เลขาธิการ สพฉ.มีพันธะสัญญาต่อการเป็นเลขาธิการ ด้วยกัน 10 ประการ คือ 1. ประเทศไทยมีกลไกในการกำกับระบบการปฏิบัติการฉุกเฉินและสร้างการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจนทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่นและภาคประชาชน 2. หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งหน่วยปฏิบัติการอำนวยการ และหน่วยปฏิบัติการแพทย์ มีการติดตั้ง GPS ในรถฉุกเฉินที่ได้รับการรับรองทุกคัน 3. ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินมีมาตรฐานสู่การเป็นวิชาชีพ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน
4. มีระบบข้อมูลที่ทันสมัย นำไปสู่การปฏิบัติการฉุกเฉินที่ทันท่วงทีและมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม 5. อัตราการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางต่างๆและในพื้นที่พิเศษ 6. ผู้ป่วยฉุกเฉินในสถานพยาบาลมีหลักประกันด้านสุขภาพรองรับชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย7. ผู้ป่วยฉุกเฉินมีอัตราการบาดเจ็บ ทุพลภาพและเสียชีวิตลดลง 8. ระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ 9. บริหารจัดการกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพคุ้มค่า และ 10. ผู้ปฏิบัติงานทุกคนมีความปลอดภัยและมีความสุขในการทำงาน



