เรียนบริบาลผู้สูงอายุรายได้ดี
ยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองหลายคนมองหาอาชีพ หลักสูตรระยะสั้นทั้งในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน เพื่อเข้าเรียนเพิ่มทักษะในสาขาวิชาที่ชีพสนใจ สร้างรายได้เสริม
สถานประกอบการ ไม่ได้ต้องการแค่ผู้เรียนสายอาชีพเท่านั้น แต่ต้องการกำลังคนในทุกระดับการศึกษาที่มีทักษะทางวิชาชีพ การศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นของเอกชน เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ช่วยส่งเสริมให้ทุกคนได้มีวิชาชีพติดตัว และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต.
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เป็นอีกหน่วยงานที่ดูแลการจัดการศึกษานอกระบบ ที่เปิดสอนและอบรมหลักสูตรระยะสั้นอาชีพต่างๆมากมาย และขณะนี้มีหลายหลักสูตรที่น่าสนใจ นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ฉายภาพว่า จากข้อมูลปีการศึกษา 2558 ระบุว่าโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ในกำกับของ สช.ที่เปิดสอนประเภทหลักสูตรวิชาชีพ มีอยู่ 2,689 แห่งทั่วประเทศ จำนวนนี้อยู่ในกรุงเทพมหานคร 935 แห่งและภูมิภาค 1,754 แห่ง มีผู้เรียน 440,691 คน
เท่าที่ดูทิศทางการเลือกเรียนหลักสูตรวิชาชีพ เห็นชัดว่าหลักสูตรที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ อันดับหนึ่ง คือ สาขาการบริบาล แบ่งเป็น การดูแลเด็กเล็กและการดูแลผู้สูงอายุ รองลงมา เป็น สาขาการนวดและสปา สาขาการประกอบอาหาร สาขาเสริมสวย สาขาการโรงแรม/การท่องเที่ยว และสาขาด้านกีฬา เช่น มวยไทย เทควันโด ว่ายน้ำ
“จะเห็นได้ว่าสาขาการบริบาล ได้รับความนิยมสนใจมาเรียนเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุเพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน จะเห็นด้วยว่าสาขาเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับลักษณะงานบริการ ตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของประเทศไทย ที่ชาวต่างประเทศให้ชื่นชม ภาพรวมโรงเรียนเอกชนจะทำได้ดี ยกตัวอย่างเช่น เปิดสอนทำอาหารไทย ไม่ใช่แค่สอนให้ทำอาหารแต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อย่างอาหารไทยในรสชาติที่คนอเมริกันชอบ หรือ รสชาติที่คนจีนชอบก็จะมีความต่างกัน โรงเรียนก็จะมาช่วยสอนทำให้ผู้เรียนได้ทักษะวิชาชีพ สามารถสร้างอาชีพได้จริง โดยทำงานในสถานประกอบการ หรือประกอบอาชีพส่วนตัว”เลขาธิการ กช.กล่าว
ไม่เพียงเท่านี้ พะโยม บอกอีกว่า ยังมีหลักสูตรสาขาทางด้านภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ตลอดจนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น ล่าสุดยังพบว่าคนจีนให้ความสนใจและเลือกมาเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเรียนในประเทศเจ้าของภาษาอีกด้วย ส่วนหนึ่งเพราะประเทศไทยและจีนมีวัฒนธรรม วิถีชีวิตและอาหารที่ใกล้เคียงกันจึงง่ายต่อการปรับตัว
ขณะที่บางสาขาอาชีพที่มีกฎหมายเข้ามาควบคุมในการประกอบอาชีพ เช่น หลักสูตรการสอนขับรถยนต์ เกี่ยวข้องกับกรมขนส่งทางบก, หลักสูตรพาณิชนาวี กรมเจ้าท่า ,หลักสูตรการบิน กรมการขนส่งทางอากาศ และหลักสูตรการนวดไทยเพื่อสุขภาพ การนวดสวีดิช ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โรงเรียนเอกชนอกระบบที่เปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพนั้นๆต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้ผู้จบการศึกษาสามารถประกอบอาชีพได้
ขณะนี้ สช.มุ่งส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครูและผู้สอน รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการวิชาชีพด้านต่างๆ ในโรงเรียนเอกชนนอกระบบตื่นตัวพัฒนามาตรฐานวิชาชีพให้มีคุณภาพระดับสากล สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และมาตรฐานฝีมือแรงงาน ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานด้วย แต่ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนนอกระบบหลายแห่ง ก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์ทดสอบทักษะวิชาชีพด้วย
“ผมมีแนวคิดด้วยว่าเมื่อโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ซึ่งมีหลักสูตรวิชาชีพที่เข้มแข็งและมีความพร้อมควรจะพัฒนาให้เป็นฮับ (Hub) การจัดการศึกษาอาชีพของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะด้านการบริการ เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านรองรับ ทั้งการพัฒนาผู้เรียนให้มีมาตรฐานอาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงานตามที่กำหนด โดยจะประยุกต์และบูรณาการการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสมรรถนะความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนสร้างเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนนอกระบบประเภทวิชาชีพ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในสาขาอาชีพ และเร็วๆนี้ จะประชุมร่วมกับผู้บริหารโรงเรียนนอกระบบเพื่อวางยุทธศาสตร์และแผนงานเพื่อสร้าง นักวิชาชีพ ร่วมกันให้ชัดเจน”พะโยม บอกถึงเป้าหมาย
ส่วนจะตรวจสอบยังไงให้รู้ว่าหลักสูตรที่เรียนอยู่เปิดถูกต้องนั้น เลขาธิการ กช.แนะนำว่า โรงเรียนนอกระบบที่ได้รับอนุญาตจัดตั้ง จะต้องติดป้ายชื่อโรงเรียนให้เห็นเด่นชัด ตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.250 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2554 ขณะเดียวกัน ภายในบริเวณโรงเรียนต้องติดใบอนุญาตจัดตั้งที่ออกโดย สช. กรณีเป็นโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ออกโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ส่วนโรงเรียนในภูมิภาคแล้วแต่กรณี
กรณีโรงเรียนประเภทวิชาชีพ สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของ สช. www.opec.go.th ในส่วนของระบบฐานข้อมูลโรงเรียนเอกชน ค้นหาชื่อโรงเรียนที่ต้องการตรวจสอบ หากถูกต้องจะปรากฏชื่อโรงเรียนและรายละเอียดต่างๆ แต่หากไม่ถูกต้องจะไม่พบข้อมูล หรือสอบถามมายัง สช.ที่โทร.0-2282-3185 หรือ 0-2282-1000 ต่อ 832 หรือติดต่อไปยัง เขตพื้นที่การศึกษาฯ เพื่อทำการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง



