
3เจเนอเรชั่น"บุตรรัตน์" ชนะเลิศมุมหนังสือในบ้าน
"เนื่องจากมีการส่งเสริมการอ่านทั้งครอบครัว เป็นตัวอย่างของครอบครัว 3-generation คือ มีคน 3 วัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยมีคุณยายอายุ 87 ปี และคุณพ่อ คุณแม่ เป็นต้นแบบที่ดีที่ทำให้เด็กๆ รักการอ่าน ช่วงที่คุณยายช่วยเลี้ยงหลานก็มักจะอ่านหนังสือแล้วสรุปเรื่องราว
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็จะอ่านหนังสือทุกชนิดให้เด็กๆ ฟัง และคอยให้คำชี้แนะถึงสิ่งต่างๆ ไปด้วย" คือเหตุผลที่คณะกรรมการโครงการส่งเสริมปัญญาพัฒนาลูกรัก ที่ รศ.ดร.อรุณี อินทรไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นแกนหลักลงมติเอกฉันท์ให้ครอบครัวบุตรรัตน์ ผ่านด่านผู้เข้าประกวด 11 ครอบครัว คว้ารางวัลชนะเลิศ จากการประกวด มุมหนังสือที่บ้าน รับเช็คของขวัญซื้อหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ มูลค่า 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรไปครอง
"รัชนี บุตรรัตน์" อาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศส โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กทม. เล่าว่า คุณพ่อจะอ่านหนังสือทุกชนิด ทุกประเภท เมื่อมีเวลาว่างจะนำมาเล่า สรุปให้ลูกๆ ฟัง ส่วนคุณแม่จะชอบอ่านหนังสือพิมพ์ทุกประเภท และทุกคอลัมน์ พร้อมกับสรุปข่าวให้ลูกๆ ฟังเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์บ้านเมืองทั่วโลก และเล่าให้ลูกๆ ฟังทุกๆ เย็นเพื่อสอนลูกๆ ให้ระวังตัวในเรื่องต่างๆ อีกด้วย
ปัจจุบัน เธอเป็นคุณแม่ลูกสาวแฝดวัยขวบเศษๆ คุณยายอายุ 87 ก็ยังถ่ายทอดความเป็น "ครอบครัวรักการอ่าน" ให้หลานแฝด ที่บ้านจึงมีมุมหนังสืออยู่ตามที่ต่างๆ ของบ้าน ส่งผลให้ลูกสาวของเธอชี้นิ้วและพูดอะไรต่างๆตามจินตนาการ เพราะมีสภาพแวดล้อม บรรยากาศในบ้านที่มีลักษณะที่ดีต่อการอ่าน เพราะมีคุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ เป็นต้นแบบการอ่านที่ดี
เช่นเดียวกับ "วิไลรัตน์-ภูมิรพี สุรินก้อน" ที่ส่งเสริมการอ่านตั้งแต่เด็ก ทำให้ น้องเจ้านาย ด.ช.นภัสรพี สุรินก้อน นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนผ่องสุวรรณวิทยา จ.ปทุมธานี สามารถอ่านหนังสือออกและเขียนสะกดชื่อ นามสกุลของตัวเองได้ ชอบไปร้านขายหนังสือและจะอยู่ในมุมหนังสือของเด็กไม่ต่ำกว่า 30 นาที เพราะได้ฟังนิทานอีสปตั้งแต่อยู่ในท้องได้ประมาณ 8 สัปดาห์ แถมคุณพ่อ คุณแม่ ยังจัดมุมหนังสือไว้ที่มุมหัวเตียง ทำให้ได้มีโอกาสคลุกคลีกับหนังสือมากขึ้น และสะดวกต่อการที่เด็กจะเลือกหยิบหนังสือมาอ่านด้วยตนเองตลอดเวลา เป็นเหตุผลได้รางวัลที่ 2 ได้เช็คของขวัญ 3,000 บาท ไปซื้อหนังสือเรียบร้อยแล้ว
"วิไลรัตน์" เล่าว่า คุณพ่ออ่านนิทานให้น้องเจ้านายฟังทุกวัน โดยเฉพาะช่วง 6-12 เดือน จะอ่านช่วงก่อนนอนและชี้ตัวหนังสือไปด้วย หนังสือที่อ่านจะเน้นมีภาพและสีสันเพิ่มมากขึ้น อายุ 1-2 ปี จะเปลี่ยนเป็นหนังสือคำกลอน นิทาน ข่าว ป้ายโฆษณา พออายุได้ประมาณ 1 ขวบ 5 เดือน น้องเจ้านายสามารถจำคำกลอนในหนังสือ ก.ไก่ ก-ฮ คำกลอน ได้
ช่วงอายุ 2-3 ขวบ น้องเจ้านายจะเลือกหนังสือตามคำแนะนำคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีเสริมความรู้นอกจากวิชาการ ตัวเลข ตัวอักษร A-Z เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม เล่มโปรดที่ชอบมาก คือ หนังสือวินนี่ เดอะพูห์ และผองเพื่อน ทำให้รู้จักใช้ชีวิตในสังคม เช่น เรื่องฉันขอโทษจริงๆ เพียงคำขอบคุณ ความรู้ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น มันจะลอยหรือจม ทำไมพระอาทิตย์จึงตก เป็นต้น กระทั่งอายุ 3 ขวบ พัฒนาการด้านการอ่านเห็นได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะ การออกเสีย ร เรือ ชัดมาก
"พัฒนาด้านการอ่านของน้องเจ้านาย น่าจะเกิดจากการได้อ่านให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้องและปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่เด็ก ได้สัมผัสกับหนังสือทำให้เกิดความผูกพันกับหนังสือ ครอบครัวที่ต้องการให้ลูกรักการอ่าน สามารถทำได้โดยง่าย แค่เพียงจัดมุมหนังสือในบ้านให้ลูกก็เพียงพอ เป็นมุมเล็กๆ แต่มีความสุข สำหรับทุกคนในครอบครัวก็เพียงพอแล้ว" วิไลรัตน์ กล่าว
ส่วน รัชนี พิมพ์ใจชน เจ้าของรางวัลที่ 2 อีกคน บอกว่า เน้นจัดสิ่งแวดล้อม ให้ลูกเกิดความอยากรู้อยากเห็น สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทุกมุมของบ้านจะมีทั้งหนังสือ ไม่เน้นว่าต้องเป็นการ์ตูน แม้ใบโปรโมชั่น, จดหมาย, หนังสือพิมพ์ หรืออื่นๆ จะวางไว้ทุกมุมของบ้าน มีมุมวางกระดาษสองหน้า ที่สามารถวาดรูป หรืออื่นๆ หยิบได้ทันที มีกล่องดินสอสี ดินสอดำ ไวท์บอร์ด โต๊ะญี่ปุ่น เน้นให้ลูกสามารถตัดสินใจกระทำกิจกรรมได้ตามความต้องการ
ที่เหลืออีก 8 ครอบครัว รศ.ดร.อรุณี บอกว่า ได้รางวัลชมเชย รับเช็คของขวัญ 1,000 บาท ไปซื้อหนังสือเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นตัวอย่างครอบครัวส่งเสริมการอ่านที่ดี พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะจัดโครงการต่อเนื่องตลอดไป โดยจะขยายผลไปยังห้องสมุดโรงเรียนประถมขนาดเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงพยาบาล และสถานีอนามัย ภาครัฐและเอกชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการประกวดมุมหนังสือสิ่งเสริมการอ่าน สอบถามได้ที่โทร.0-2549-3636 ดูรายละเอียดเติมที่ [email protected] หรือ www.rmutt.ac.th



