ไลฟ์สไตล์

คนเราใช้สมองไม่ถึง10%จริงหรือ?

คนเราใช้สมองไม่ถึง10%จริงหรือ?

05 มี.ค. 2560

คนเราใช้สมองไม่ถึง10%จริงหรือ? แพทย์แนะวิธีกระตุ้นสมองตั้งแต่แรกเกิด-3ขวบ!!

     หลายคนเคยได้ยินคำพูดที่ว่า“เราใช้สมองแค่ 10%”!!ซึ่งคำพูดนี้ยังไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่หากจะพูดตามหลักการแล้วแม้ว่าเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วนนั้นไม่ได้ทำงานพร้อมๆกันในทุกเวลา แต่การเชื่อมโยงเซลล์ประสาทเกิดขึ้นตลอดเวลาและทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างซับซ้อน[1]สมองเป็นอวัยวะที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

     ซึ่งไม่เพียงแต่อาหารที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ จากการเลี้ยงดู และการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม อาจกล่าวได้ว่าขบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงประมาณ3 ขวบปีแรกซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญหากเราไม่สามารถส่งเสริมพัฒนาการในช่วงนี้ได้แล้ว อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม และพฤติกรรมต่างๆ

         นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์  กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า“ความฉลาดของทารกมีปัจจัยเกี่ยวข้องอยู่2ปัจจัยหลักคือ โภชนาการ และการเลี้ยงดู ในช่วง3ขวบปีแรกที่สมองมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว หากสมองได้รับสารอาหารที่จำเป็นและพอเพียงสมองของเด็กจะมีการแตกแขนง เชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานตลอดเวลา

        ล่าสุดมีการเปิดเผยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสุดยอดสารอาหารสมองตัวใหม่ที่พบในน้ำนมแม่ นั่นคือMFGM (MilkFat Globule Membrane)เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้งดีเอชเอ และเออาร์เอเหล่านี้ถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบางๆนี้ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า150ชนิดทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง(Myelin Sheath)เพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาท และยังช่วยในกระบวนการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อมากขึ้นและเร็วขึ้นเท่าไร

          การพัฒนาสมองของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับการค้นพบล่าสุดของสารอาหารสมองอย่างMFGMในนมแม่ จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสนใจและให้ความสำคัญเพราะถ้าลูกได้สารอาหารสำคัญครบถ้วนในการพัฒนาสมองในช่วงที่สำคัญอย่างมากนี้ สมองของลูกจะเติบโตและทำงานได้เต็มที่ทั้งระบบ

     เมื่อสมองทำงานได้ดี เด็กมีสมาธิจดจำ ประมวลข้อมูลต่างๆได้ดี ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาที่ดีในแง่ทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กในอนาคต เราต้องยอมรับว่า     ในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เด็กที่ทั้งคิดเก่ง และคิดดี มีความก้าวล้ำทั้งความคิดและอารมณ์จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีโดยมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนอย่างเหมาะสมทั้งด้านโภชนาการและการเลี้ยงดู พ่อแม่ควรให้ลูกเข้าถึงเทคโนโลยีให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ ฉะนั้นเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือไอแพด

    เพราะจะกีดขวางพัฒนาการทุกๆ ด้าน เราควรตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ เด็กจะสามารถคิดและกลั่นกรองที่มาที่ไปของสิ่งรอบตัวได้อย่างมีวิจารณญาณ การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถต่อยอดความคิดใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงจากประสบการณ์เข้ากับจินตนาการ การปลูกฝังเรื่องการร่วมมือ แบ่งปัน ช่วยเหลือ เพื่อสร้างพื้นฐานความฉลาดทางอารมณ์และสังคมที่ดี เป็นต้น ที่สำคัญที่สุดคุณพ่อคุณแม่ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต และก้าวไปได้ไกลกว่าในโลกอนาคต”

    ล่าสุดศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบันInstitute of Health & Biomedical Innovation for Child HealthResearch Centre of Queensland University of Technologyประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อMFGMทำงานร่วมกับDHAจะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

     โดยงานวิจัยชี้ว่าทารกที่ทานนมที่มีMFGMและDHAจะมีพัฒนาการสมองและสติปัญญาใกล้เคียงกับทารกที่ดื่มนมแม่ ดีกว่าทารกที่ดื่มนมที่เพิ่มดีเอชเอเพียงอย่างเดียวถึง 4 จุดและยังช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์อีกด้วย เช่นมีสมาธิจอจ่อมากขึ้น ไม่ก้าวร้าว และมีอารมณ์ดี ไม่ห่วงกังวลกับการเข้าสังคม[5]หลากหลายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้ยอมรับและตื่นตัวกับการเติมMFGMในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็ก

    ด้านรศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า“สมองของเด็กพัฒนาสูงสุดในช่วงตั้งครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองที่มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาทางสมองและพัฒนาการในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันเอื้อให้สามารถสกัดMFGMเติมในผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับเด็กได้

     ถือเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นมผงมีความใกล้เคียงกับนมแม่ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นมาก หากคุณแม่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ เราควรให้นมผสมที่มีคุณภาพดีที่จะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาการ”