รพ.จุฬาฯส่องกล้องรักษาโรคหืดขั้นรุนแรงแแห่งเดียวในไทย
รพ.จุฬาฯส่องกล้องรักษาผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรงแห่งเดียวในไทย ใช้ความร้อน 65 องศาจี้หลอดลมทำให้แฟบ หายใจดีขึ้น ลดอัตรากำเริบได้นาน 5ปี ลดการเข้าห้องฉุกเฉิน 5เท่า
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เน้นการให้บริการรักษาพยาบาล ฟื้นฟูสมรรถภาพ ป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นเลิศ ด้วยการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องและการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์และการพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมค้นคว้าวิจัย ในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย ที่สำคัญประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงบริการได้ ครั้งนี้รพ.จุฬาลงกรณ์ประสบผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมใหม่ใช้ในการรักษาโรคหืดเรื้อรังขั้นรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการรับประทานยาและฉีดยาได้ เป็นเวลานานถึง 5 ปี เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยปีละประมาณหลายแสนบาทต่อคน
นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ อาจารย์ประจำหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤติการหายใจ ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การรักษาโรคหืดด้วยนวัตกรรมใหม่การจี้หลอดลมด้วยความร้อน (Bronchial thermoplasty) จะใช้รักษาผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง โดยใช้วิธีรักษาด้วยนวัตกรรมการส่องกล้อง จะใส่สายแคสเตเตอร์หย่อนลงไปผ่านหลอดลมเข้าไปในปอด ที่มีขนาดความกว้าง 2-3 มิลลิเมตร เซนเซอร์จะเปลี่ยนจากคลื่นวิทยุเป็นความร้อนที่ 65 องศา และจี้เข้าไปที่หลอดลมส่วนปลายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อเรียบให้บางลงไม่ให้หลอดลมตีบ
การจี้แต่ละจุดใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการทำ 1 ครั้ง จะต้องจี้ให้ได้ 100 จุด จุดละ 10 วินาที หรือมากที่สุด ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการส่องกล้องและต้องดมยาสลบทั้งหมด 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 สัปดาห์ ครั้งแรกทำที่ปอดล่างขวา ปอดล่างซ้าย และปอดด้านบนสองข้าง รพ.จุฬาฯให้การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้แล้ว 5 คน เสร็จสิ้นแล้ว 2 คน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่คนละ 2 แสนกว่าบาท ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนรักษาพยาบาลภาครัฐใดๆได้
จากงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้ว การจี้กล้ามเนื้อเรียบทำให้โรคหืดสามารถควบคุมได้ลดอาการกำเริบได้นานถึง 5 ปี ไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยและปอดไม่ถูกทำลาย ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นแห่งที่ 3 ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองมาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดด้วยวิธีการนี้ วิธีการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหืดที่มีภาวะรุนแรง ที่มีความจำเป็นในการพ่นยา รับประทานยา และฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่มากและต่อเนื่อง ย่อมไม่เป็นผลดีกับตัวผู้ป่วยเอง
“การรักษาด้วยวิธีการนี้จะใช้รักษาผู้ป่วยโรคหืดขั้นรุนแรง คือ ผู้ที่ต้องใช้ยากินขยายหลอดลมขนาดสูง อาการกำเริบต้องมาโรงพยาบาลบ่อย เช่น ทุกเดือน และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ การรักษาด้วยวิธีการนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคหายขาด แต่ช่วยลดอาการผู้ป่วย ลดการกำเริบ ลดการต้องมาห้องฉุกเฉินและลดการนอนโรงพยาบาล ผลจากการที่ได้ทำการรักษากับผู้ป่วยนั้น พบว่า ลดโอกาสเกิดหอบหืดกำเริบมากกว่าครึ่งหนึ่งจากเดิม ลดการมาพบแพทย์ห้องฉุกเฉินประมาณ 5 เท่า ลดโอกาสการมานอนโรงพยาบาลประมาณ 73% ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย อาจใช้ยาต่อไปแต่ขนาดลดลง”นพ.ธิติวัฒน์กล่าว
นพ.ธิติวัฒน์ กล่าวอีกว่า การรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยเลือดออกง่าย และผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหรือหายใจล้มเหลว ซึ่งจะมีความเสี่ยงในการส่องกล้อง สำหรับคนไข้โรคหืดไม่รุนแรงนั้น มีการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การรักษาผู้ป่วยโรคหืดไม่รุนแรงด้วยการส่องกล้องนี้ไม่ได้มีประโยชน์มากถ้าเทียบกับการใช้ยา ดังนั้น การักษาด้วยการใช้ยาในผู้ป่วยไม่รุนแรงจะได้ประโยชน์และประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า
ด้านนางสุดสงวน สงวนแก้ว ผู้ป่วยโรคหืดที่ได้รับการรักษาด้วยการส่องกล้องรายแรก กล่าวว่า หลังเข้ารับการรักษาเหมือนชุบชีวิตใหม่ ปัจจุบันปอดเคลียร์สามารถหายใจได้สะดวก จากเดิมที่เวลาจะนอน แม้จะพ่นยาและฉีดยาแล้วก็ยังหายใจไม่ออก ต้องนั่งอยู่แบบนั้น คิืดในใจว่าตายไปได้ก็ดี เพราะทรมานมาก ต้องเข้าการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยๆจากอาการกำเริบ กินยาสเตียรอยด์นผมร่วง ต้องฉีดยาใช้ค่าใช้จ่ายเดือนละกว่า 40,000 บาท
นางดาวรุ่ง พรสาธิต ผู้ป่วยโรคหืดที่ได้รับการส่องกล้องรายที่ 2 กล่าวว่า เป็นโรคหืดมานานกว่า 30 ปี รักษามานานใช้ยาสารพัด ช่วงเวลาที่อาการกำเริบจะเหนื่อยมาก จนไม่มีแรง ไม่สามารถทำงานได้ เพราะมักเป็นตอนกลางคืน ทำให้ต้องใช้ยาสเตียรอยด์มากตลอดเวลา จนเกิดผลข้างเคียงของยา เช่น เบาหวาน กระดูกพรุน หลังรักษาด้วยการส่องกล้อง รู้สึกหายใจโล่ง รู้สึกว่านี่มันอะไรกันโลกใหม่เหรอ จนตอนนี้ไม่อาการกำเริบเกิดขึ้นเลยอัศจรรย์ดี



