ไลฟ์สไตล์

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

27 ก.พ. 2560

เพราะเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อได้ทำสิ่งดีๆลงไป ไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ได้เห็นสายตาผู้ที่ได้ช่วยเหลือมีความสุข ก็มีความสุขแล้ว

       กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดตั้งศูนย์น้ำใจ ไมตรี ขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมจิตอาสาทำความดี เพื่อพ่อและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชระหว่างวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ๒๐ มกราคม ๒๕๖๐ ณ ท้องสนามหลวง พร้อมทั้งจัดทำหนังสือ “บันทึกน้ำใจ ไมตรี” และจัดทำเกียรติบัตรเพื่อมอบให้แก่จิตอาสาที่ได้ร่วมบริการประชาชน ด้วยน้ำใจไมตรีที่ท้องสนามหลวง  

      โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. เวลา 14.00น. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานมอบเกียรติบัตร “น้ำใจ ไมตรี” แก่จิตอาสาในการทำความดีเพื่อพ่อ ณ ท้องสนามหลวง มุ่งเสริมสร้างค่านิยมความเป็นไทยให้สังคมเปี่ยมน้ำใจไมตรี โดยกล่าวแสดงความชื่นชมจิตอาสาภายหลังจากมอบเกียรติบัตร ว่า เกียรติบัตร “น้ำใจไมตรี” ถือเป็นสิ่งตอบแทนในการอุทิศตนทำความดีเพื่อพ่อ ปฏิบัติงานบริการประชาชนด้วยน้ำใจไมตรี และขอให้รักษาความดีในการเป็นแบบอย่างเพื่อดำรงตนในสังคมสืบไป

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

โจนัส แอนเดอร์สัน

     นายโจนัส แอนเดอร์สัน กล่าวภายหลังรับเกียรติบัตร “น้ำใจ ไมตรี” แก่จิตอาสาที่ทำความดีเพื่อพ่อ สำหรับจิตอาสาทำความดีเพื่อพ่อและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ว่า เป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจแพ้อย่างมากที่กระทรวงวัฒนธรรมได้มอบให้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองที่ได้ทำดี และเพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นคุณค่าและศึกษาวัฒนธรรมของประเทศไทย

     ซึ่งรางวัลในครั้งนี้เขาภาคภูมิใจอย่างมาก ได้เห็นพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะ 70 กว่าปีที่พระองค์ได้ทรงงานก็เป็นแบบอย่างให้คนทุกคน ที่จะเป็นจิตอาสาในการช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้ามีโอกาส จะทำเพื่อให้ครั้งนี้ได้เดินตามรอยพ่อ อย่างไรก็ตาม การที่ตั้งใจทำดี ก็ไม่คิดว่าจะมีคนให้รางวัลหรือมีคนเห็น เพราะคิดว่าถ้าได้ทำดีก็ถือว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่แล้ว ถ้าจะได้รางวัลก็เป็นแรงกายให้เราได้ทำดีต่อไป

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

     เกิดโชค เกษมวงศ์จิต

       นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิต ผู้เชี่ยวชาญฉพาะด้านส่งเสริมระงับข้อพิพาท กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ได้มาดูแลประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ ได้ทำงานถวายเพื่อพระองค์ท่าน ในฐานะข้าราชการที่ได้ทำดีเพื่อพ่อมาโดยตลอด อยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกครั้งที่เดินทางไปยังท้องสนามหลวง ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ในวันที่พระองค์เสด็จสวรรคตนั้น จะหากิจกรรมในพื้นที่เพื่อดูแลประชาชน

     เมื่อได้พื้นที่แล้วก็ทำอาหารเล็กๆน้อยๆ จากนั้นก็เป็นอาหารหนัก ผู้ที่ได้รับประทานบอกว่าอร่อย ทุกคนขอบคุณเรา ทำให้รู้สึกดีใจในสิ่งที่ตั้งใจทำลงไป โดยจะจำความรู้สึกนี้ไปถึงวันตาย ถึงแม้พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่เราก็จะใช้เวลานี้ทำความดีต่อไป

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

สามารถ จันทร์สูรย์

     นายสามารถ จันทร์สูรย์ เจ้าหน้าที่ศูนย์น้ำใจไมตรี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว่า ศูนย์น้ำใจไมตรีได้ช่วยเหลือประชาชนทุกอย่าง ตั้งแต่การแลกร่ม นวดผ่อนคลาย แจกน้ำ แจกไอศครีม โดยเฉพาะบริการเปลี่ยนร่มจากร่มเก่าเป็นร่มใหม่ จากร่มเสียเป็นร่มดี หรือการเขียนหมายเลข 9 ไทยลงบนร่มสีดำ 

      นอกจากนี้ยังมีบริการรับซ่อมร่ม ซึ่งน่าจะเป็นจุดเดียวที่ทำแบบนี้ เพราะถ้าเป็นคนอื่นเวลาร่มพัง คงทิ้งเพื่อซื้อใหม่ไปแล้ว แต่เราเห็นว่าร่มบางคันเป็นร่มพระราชทาน ร่มบางคันมีประวัติหรือมีความหมายสำหรับเจ้าของ จึงคิดให้มีบริการซ่อมร่ม โดยนอกเหนือจากการซ่อมร่มแล้ว ศูนย์น้ำใจไมตรียังได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวงจำนวน 37 ต้น โดยรับบริจาคมาปลูกในพื้นที่ทั้งหมด 

     อย่างไรก็ตามเมื่อได้ทำสิ่งต่างๆแล้วก็รู้สึกปลื้มใจ เพราะเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อได้ทำสิ่งดีๆลงไป ทั้งหมดไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ได้เห็นสายตาผู้ที่ได้ช่วยเหลือมีความสุข ก็มีความสุขแล้ว

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

     เสน่ห์ บุตรนาค

       นายเสน่ห์ บุตรนาค ตัวแทนจากมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง กล่าวว่า ตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตวันที่ 13 ต.ค.2559 เส่งเจ้าหน้าที่ไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และไปล้างพื้นรอบพระบรมมหาราชวัง ก่อนวันที่ 14 ต.ค.2559 ที่มีการเคลื่อนขบวนพระบรมศพ ซึ่งในวันที่ 14 ต.ค. มีประชาชนเดินทางมาบริเวณท้องสนามหลวงจำนวนมาก ก็ผลิตอาหารกล่องและน้ำดื่มเพื่อบริการให้ประชาชน 

      จากนั้นก็มีการตั้งโรงทางรอบสนามหลวง 4 จุด ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิก็ดูแลประชาชนในเรื่องอื่นๆอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะป็นลูกของพ่อ จะทดแทนบุญคุณพระองค์ท่านให้ดีที่สุด ทุกคนพร้อมใจกันที่จะสละเวลาเพื่อพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อได้ทำเพื่อคนอื่นแล้วก็รู้สึกอิ่มใจ ไม่มีอะไรสามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

    เพราะทุกอย่างที่ทำมาจากจิตสำนึกที่อยากทำเพื่อพระองค์ท่าน ส่วนเรื่องรางวัลก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รับ แต่สิ่งนี้จะเป็นสิ่งตอบแทนครั้งหนึ่งในชีวิต ถึงเราตะตายไป แต่เกียรติบัตรก็ยังอยู่ให้ลูกหลานได้เห็นสิ่งที่เราได้ทำในวันนี้

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

ณัฐภัทร นำศรีนิรันดร์  

      นายณัฐภัทร นำศรีนิรันดร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กล่าวว่า ในวันเคลื่อนพระบรมศพวันที่ 14 ต.ค.2559 เขาและเพื่อนๆอีก 3 คนอยู่สนามหลวง เมื่อทุกคนเริ่มแยกย้ายกันกลับ เห็นว่าที่พิ้นที่เศษขยะเต็มไปหมด คิดแค่ว่าในสถานที่ส่งเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้ายไม่ควรมีเศษขยะแบบนี้ จึงเดินไปหาถุงขยะที่อยู่แถวๆนั้น เดินเก็บขยะที่พื้น เก็บขวดน้ำที่ถูกทิ้งไว้ เก็บขยะแบบนี้ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม

     แต่ปริมาณขยะก็ไม่เคยลดลงเลย เมื่อถุงขยะเต็ม ก็นำไปกองในจุดที่คิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บ สิ่งที่ทำในครั้งนี้ เพราะมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเคยสอนไว้ว่า คนเราไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ขยะทั้งหมดก็เกิดจากตัวเราที่เป็นต้นตอของขยะ 

    ดังนั้นต้องนำไปทิ้งเอง สิ่งที่อาจารย์ได้สอนจุดประกายว่าความดีเกิดจากตัวเราเอง พอได้ทำลงไปรู้สึกว่าเราทำได้ด้วยตัวเราเอง และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้รับรางวัล เพราะทำในสิ่งเล็กๆ จึงคิดว่าคนอื่นก็สามารถทำความดีได้ไม่ยากเลย

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

    ญา ชาภิรมย์

       ญา ชาภิรมย์ นักศึกษาสะพายเป้ เดินแจกยาดมให้ประชาชน ซึ่งเป็นกระแสโด่งดังในโซเชียลมีเดีย กล่าวว่า วันที่เดินทางไปที่ท้องสนามหลวง คิดแค่ว่าอยากทำอะไรที่จะได้ช่วยคนอื่นที่เดินทางมาเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าอยากจะซื้อยาดม กระดาษทิชชู่ ขนมปัง และผ้าอนามัยนำไปให้คนที่นั่น ก็ไปซื้อมาใส่เป้ใบนี้จนเต็มทั้งใบ เพื่อจะเดินทางไปที่ท้องสนามหลวง แล้วก็เขียนใส่กระดาษไว้ที่เป้ด้านหลัง เพราะคิดว่าคนไทยมีนิสัยเกรงใจจะไม่กล้ามาขอ

เปิดใจเหล่าจิตอาสา ทำดีเพื่อ“ในหลวง”ร.9

      แต่เมื่อถึงที่สนามหลวงผู้ที่มาสะกิดที่ตัวเองคนแรกคือลุงอายุประมาณ 50-60 ปี บอกว่าขอยาดมหน่อย จากนั้นก็เดินรอบสนามหลวง เริ่มมีคนมาสะกิดเรื่อยๆ เมื่อคนทยอนเดินออก ส่วนใหญ่ก็ขอยาดมและกระดาษทิชชู่แล้ววันนั้นสิ่งที่มำมาให้คนอื่นก็เหลือแค่ขนมปังเล็กๆน้อย แต่สิ่งที่คาดหวังในตอนนั้น ตัวเองคิดแค่ว่าอยากให้คนอื่นมากกว่า เพราะสภาพจิตใจของบุคคลก็คงรู้สึกเหมือนกัน ที่สำคัญสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจมากที่สุด คือทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวเรา