
คลำปอดนิวยอร์กแล้วดอดไปหาเทพี
ถ้าจะมีอย่างเดียวในนิวยอร์ก ที่เหนี่ยวฉันให้นึกอยากลงหลักปักฐานอยู่ในนิวยอร์กได้ คงเป็นเซ็นทรัล ปาร์คนี่แหละ ใครจะเรียกว่าเป็น ปอดใหญ่ หรือ สวนหลังบ้าน ของนิวยอร์กก็ตามที แต่ที่นี่คือมุมเดียวในนิวยอร์กที่ฉันอยู่ด้วยแล้วรื่นใจสบายกาย เหมือนเป็นโลชั่นข
บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ บรรจุต้นไม้ไว้เกือบ 6 แสนต้น เป็ด แมลง และนกนับไม่ถ้วน ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า น้ำพุ ทุกอย่างคือความเจริญตาเจริญใจในเซ็นทรัล ปาร์ค ที่ซุกตัวอยู่ในป่าคอนกรีตผืนใหญ่
ก็อย่างที่บอกว่าชาวนิวยอร์กอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ เซ็นทรัล ปาร์ค จะเป็นมุมที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ออกมาจ๊อกกิ้งยืดเส้นยืดสายขยายปอด บางคนไม่ได้มาคนเดียว แต่จูงหมาคู่ใจออกมาวิ่งเล่นด้วย
ยิ่งเป็นเดือนที่อุณหภูมิสูงห่มทั้งนิวยอร์กเอาไว้ สาวๆ จะใส่บิกินีออกมาปูผ้านอนเกลือกกลิ้งปิ้งตัวกันริมทะเลสาบเต็มไปหมด ถูกใจปาปาราซซีจากขวานทองอย่างแรง ปกติช่วงเดือนเรือนของนิวยอร์ก จะมีนักเล่านิทาน มาล้อมวงเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังตรงแถวอนุสาวรีย์ฮานส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน และมีฟรีคอนเสิร์ตและการแสดงละครกลางแจ้งให้ผู้คนได้เพลิดเพลิน แต่มุมไหนคนก็ไม่เยอะเท่าน้ำพุเบเธสดา
นักท่องเที่ยววัยรุ่นโดยมากจะเช่าจักรยานปั่นไปทั่วสวน แต่ถ้าวัยโรยหน่อยก็นั่งรถม้าชมสวน ส่วนฉันอยากวัดความกว้างใหญ่เลยประลองกับเซ็นทรัล ปาร์ค ด้วยการออกเดินเท้าตั้งแต่ช่วง 9 โมงเช้า 3 ชั่วโมงผ่านไป ยังได้ไม่ถึงครึ่งสวนเลย ไม่รู้จะใหญ่ไปไหน รู้แต่ว่าหอบ แต่เป็นการหอบอย่างมีความสุข
สามคนไทยผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์กที่ฉันมีโอกาสสนทนาด้วย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เซ็นทรัลปาร์คสวยทุกฤดู ฤดูหนาวทั้งสวนจะกลายเป็นลานสเกตน้ำแข็งธรรมชาติ ผู้คนก็จะพากันออกมาตากอากาศหนาวแล้วเล่นสเกต ยิ่งเป็นฤดูใบไม้ร่วง ทั้งสวนจะเปลี่ยนเป็นสีสันสดใส อากาศเย็นฉ่ำ
คลำปอดของนิวยอร์กเสร็จ ฉันดิ่งลงรถใต้ดิน กะจะพุ่งไปหาเทพีสันติภาพ แต่เจอปัญหารถไฟใต้ดินบางสายหยุดวิ่งเอาดื้อๆ กว่าจะโยกย้ายถ่ายขบวน ก็เลทเต็มที แต่ไม่เป็นไรผู้หญิงคนนี้พร้อมจะยืนคอยทุกคนเสมอ เธอไม่ยอมไปไหน ยืนตัวเขียวอยู่ที่เดิมแบบนี้มา 100 กว่าปีแล้ว ผู้หญิงอะไรไม่รู้อึดจริงๆ หล่อนไม่ได้ยืนธรรมดาด้วยนะ แต่บนหัวแบกมงกุฎ มือขวาถือคบเพลิง มือซ้ายหอบหนังสือ
ไปช้าไม่ว่า แถมนั่งเรือผิดท่าอีกนี่สิ ดันไปนั่งท่าที่ข้ามไปเกาะสเตเต็น พอเจอท่าเรือที่ข้ามไปเกาะลิเบอร์ตี้ เห็นแถวที่รอขึ้นเรือแล้วเกือบเป็นลมล้มตึง ใครที่เคยไปต่อคิวเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกันแล้วคงรู้ว่ายาวขนาดไหน แต่คิวลงเรือไปหาเทพีสันติภาพยาวกว่าเยอะ เลื้อยจนหางแถวเกือบจะเข้าไปถึงแถววอลล์สตรีทเลย ยาวไม่ว่าแต่ต้องยืนตากแดดชนิดร้อนวายร้าย
เห็นคนต่อคิวแล้ว รัฐบาลอเมริกันน่าจะหายใจทั่วท้องได้ เศรษฐกิจที่ว่าโคม่าสุดขีด คงได้เทพีสันติภาพนี่แหละที่ช่วยกู้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรงอย่างหนักเอาไว้ได้
นิวยอร์กไม่ได้ใกล้เท่านครนายกซะด้วย ไม่งั้นวันรุ่งขึ้นคงมาใหม่ได้ แต่จากกรุงเทพฯ ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปนิวยอร์กเกือบ 9 พันไมล์ ด้วยสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ (โทร.0-2259-0880) ฉะนั้น ต่อให้คิวยาวไปถึงไชน่าทาวน์ ยังไงก็ต้องกลั้นใจไปยืนต่อคิวอยู่ดี
แต่ด้วยระบบจัดการที่ดีเยี่ยม คิวอาจจะยาว แต่ใช้เวลายืนตากแดดอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็ได้ขึ้นเรือไปหาเจ้าหล่อน
“เนื้อหอมนักนะหล่อน ทำฉันยืนตากแดดซะเกรียมไปหมดแล้ว...”คิดในใจตอนเรือโฉบเข้าใกล้ชายคางของเทพี ส่วนสูงของหล่อนเกือบ 100 เมตร ทำให้ระยะที่ดีที่สุดในการเก็บหล่อนเข้าเมมโมรี่การ์ด คือพิกัดที่ลั่นชัตเตอร์จากบนเรือ เพราะเวลาลงไปถ่ายใกล้ๆ ต้องทั้งแหงนทั้งเงยสารพัด
หล่อนเฝ้ามองการเคลื่อนขยับของนิวยอร์กอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคนนิวยอร์กต่างรู้ดีว่าเธอคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้อพยพหลายล้านคน และยังเป็นโลโก้ที่กระตุ้นให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพและความหวัง
แนะคนที่จะไปเที่ยวที่นี่ให้ไปแต่เช้าจะได้ไม่ต้องยืนต่อคิวยาวๆ หรือไม่ก็ใช้วิธีจองตั๋วผ่านทางออนไลน์ไปเลย วิธีนี้ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิว
ขากลับเรือไม่ได้พาดิ่งกลับท่าเรือ แต่แวะจอดให้ลงไปเที่ยวเกาะเอลลิสเป็นของแถม สมัยก่อนคนที่อพยพเข้ามาอยู่ในอเมริกาต้องมาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เกาะแห่งนี้ ด้านในจะมีทั้งหอนอน ห้องเก็บสัมภาระ และส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ นิวยอร์กเป็นถึงมหานครจะมาเที่ยวกันแบบฉาบฉวยไม่ได้ เดี๋ยวฉบับหน้าจะพาไปตะลุยไชน่าทาวน์ และย่านธุรกิจการเงินของนิวยอร์กกันต่อ แต่ที่พลาดไม่ได้คือที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรด
โปรดติดตามการลูบคลำนิวยอร์กอย่างถึงเนื้อถึงตัวในตอนต่อไป
"กาญจนา หงษ์ทอง"



