Kom Lifestyle

อภ.4.0ประชาชนเข้าถึงยา

อภ.4.0ประชาชนเข้าถึงยา
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

องค์การเภสัชกรรม(อภ.) พอใจผลงานเพิ่มการเข้าถึงยา เดินหน้าสู่ “องค์การเภสัชกรรม 4.0” เร่งสร้างโรงงานใหม่

        องค์การเภสัชกรรม(อภ.) พอใจผลงานที่สามารถสร้างการเข้าถึงยาเชิงสังคมได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยในปี 2559  เข้าถึงยาจำเป็นในกลุ่มบัญชียาจ. 2 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว พร้อมเดินหน้าถ่วงดุลราคายา จัดหายาจำเป็น  สร้างความมั่นคงยั่งยืนด้านยาและเวชภัณฑ์ และส่งรายได้ให้รัฐ ด้วยการปรับองค์กรสู่“องค์การเภสัช-กรรม 4.0”เป็นองค์กรเชิงนวัตกรรมในทุกมิติ เน้นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม ในกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งยาจำเป็น และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร พร้อมทั้งเดินหน้า เร่งสร้างโรงงานใหม่

         พลเอก ศุภกร สงวนชาติศรไกร  ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานขององค์การเภสัชกรรมตลอดระยะเวลาที่คณะกรรมการชุดนี้ได้มาดำรงตำแหน่ง โรงงานผลิตยาที่พระราม 6 สามารถเปิดดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ  ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP – PIC/S ในทุกหมวดการผลิต โรงงานผลิตยารังสิต 1  สามารถเปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการได้ในเดือนมิถุนายน 2559  ส่วนการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ ไข้หวัดนก คืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ90 นอกจากนี้ยังมีผลประกอบการที่แสดงถึงการเข้าถึงยาได้มากขึ้น  ซึ่งใน 2 ปีนี้ องค์การเภสัชกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

       ด้านนายแพทย์นพพร  ชื่นกลิ่น  ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ด้านผลประกอบการขององค์การฯ นั้น ในปี 2558 มีผลประกอบการ 13,448 ล้านบาท และปี 2559 มีผลประกอบการ  15,154  ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 1,962 และ 3,668 ล้านบาท (หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ17 และ 32 ตามลำดับ) นอกจากนั้น อภ.ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาให้รัฐ  ตั้งแต่ ปี 2557-2559  จำนวนเงินสะสม 3 ปี รวมทั้งสิ้น 13,702 ล้านบาท โดยล่าสุดในปี 2559 ประหยัดได้ 4,981 ล้านบาท สำหรับการนำส่งรายได้ให้แก่รัฐมียอดสะสม 3 ปีล่าสุดจำนวน 2,996 ล้านบาท

         ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยต่อไปว่า จากยอดผลประกอบการ 15,154 ล้านบาท ในปี 2559 นั้น เป็นยอดกระจายยาเชิงสังคมถึง 10,374 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 69 ของผลประกอบการทั้งหมด โดยปี 2559กระจายยาเชิงสังคมมากกว่าปี 2557 ถึง 3,114 ล้านบาท ทั้งนี้ยาเชิงสังคม ประกอบด้วย ยากำพร้า ยาขาดแคลน ยาเชิงนโยบาย ยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาในบัญชี ยาจ.2 ซึ่งเป็นยาที่มีความจำเป็นในระบบสาธารณสุขของประเทศ การจ่ายให้ผู้ป่วยจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายขั้นตอนเพื่อให้การสั่งจ่ายเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล

         เนื่องจากยามีราคาแพงมาก ตั้งแต่เม็ดละ 4,000 บาทจนถึง 100,000 กว่าบาท  และเป็นยาที่มีผู้ผลิตน้อยรายหรือไม่มีผู้ผลิตในประเทศหรือผู้จัดหามาสำรองไว้เลย  โดยที่ อภ.เข้าไปเป็นกลไกในการจัดหา และสำรอง เพื่อรักษาสมดุล และตรึงราคาให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม และสร้างการเข้าถึงให้มากขึ้น โดยในส่วนยาในบัญชียา จ.2 มียอดขายที่สร้างการเข้าถึงเป็นจำนวนเงิน 1,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวนเงิน 987 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ111  

          ในปี 2559 องค์การฯ ยังช่วยประหยัดงบประมาณจัดหายาของภาครัฐได้ถึง 4,981 ล้านบาท โดยเป็นยาในกลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ ประหยัดได้ถึง 1,500 ล้านบาท พร้อมทั้งได้มีการสำรองยาขาดแคลน และยากำพร้ากว่า 30 รายการ เป็นยาในกลุ่มยาต้านพิษ และเซรุ่มแก้พิษงู จำนวน 19 รายการ   ทั้งนี้ มีผู้เข้าถึงบริการยาต้านพิษเพิ่มขึ้น จากปี 2558 จำนวน 7,000 ราย (คิดเป็นจำนวนสะสม 6 ปีกว่า 20,000 ราย) และในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้หลายจังหวัด  เมื่อปลายปี 2559 อภ.ได้จัดส่งยาชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กระทรวงสาธารณสุขกว่า 300,000 ชุดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

     นอกจากนี้องค์การฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวน 13 รายการ อาทิ ยาลดความดันโลหิต  (Amlodipine) ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเด็ก (Ferrous fumarate) ยาน้ำขับเหล็กสำหรับเด็กผู้ที่ป่วยเป็นธาลัสซีเมีย(Deferiprone)ยาปลูกผม (Minoxidil) เป็นต้น ส่วนการจำหน่ายยาไปยังต่างประเทศ มียอดจำหน่าย 39.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 10.49 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.51 โดยส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศ AEC  ทั้งนี้ในปี 2560 ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า ร้อยละ 20 โดยมุ่งเน้นการทำตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV กัมพูชา ลาว เวียดนาม เมียนม่าร์

         ผู้อำนวยการฯ เปิดเผยต่อไปว่า โรงงานผลิตยารังสิต 1 ซึ่งเป็นโรงงานที่องค์การฯ ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีศักยภาพการผลิตสูง  ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณการผลิต มาใช้ในกระบวนการผลิต และได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP – PIC/S ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ดีในการผลิตยา ปัจจุบันมีการผลิตยาแล้ว  24 รายการ มีกำลังการผลิต  1,900 ล้านเม็ด/แคปซูลต่อปี ซึ่งกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตให้เต็มศักยภาพ

      พร้อมกันนี้ได้ยื่นขอการรับรอง WHO Prequalification จากองค์การอนามัยโลก ในส่วนของยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz 600 มิลลิกรัม โดยขณะนี้ผ่านการประเมินเบื้องต้นแล้ว   และกลางปี 2560 เจ้าหน้าที่จาก WHO จะเข้าตรวจโรงงานคาดว่าจะได้การรับรองในช่วงปลายปี 2560  ซึ่งหากได้รับการรับรองจะนับเป็โรงงานผลิตยาแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้การรับรอง WHO Prequalification ในรายการ Efavirenz  และสามารถจำหน่ายได้ทั่วโลก

         ด้านการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ ไข้หวัดนก ตามมาตรฐาน WHO-GMP ที่จังหวัดสระบุรี มีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ  94 สามารถผลิตวัคซีนได้ในปลายปี 2563 ส่วนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายแบบสามสายพันธุ์ ขณะนี้การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2  เสร็จสิ้นแล้ว พบว่า วัคซีนมีความปลอดภัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และพร้อมสำหรับการศึกษาในระยะที่ 3  จะทราบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกได้ในปี 2562 จากนั้นจะขอขึ้นทะเบียนจากอย. และถ่ายโอนการผลิตไปยังโรงงานผลิตวัคซีนฯ ต่อไป สำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกชนิดเชื้อเป็นเพื่อใช้ในกรณีเกิดการระบาดใหญ่ซึ่งเป็น “นวัตกรรมระดับโลก”ขณะนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด