
2ปีสพฉ.ติดตั้งเครื่องAEDช่วยหัวใจวาย-หยุดเต้น20คน
สพฉ.สรุปข้อมูลตลอด2ปีที่รณรงค์ติดตั้งเครื่องAED ในพื้นที่สำคัญได้หลายแห่งทั่วประเทศและช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้นรอดแล้วกว่า20 คน
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงการรณรงค์เรื่องการติดตั้งเครื่อง AED หรือเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติในตลอดระยะเวลาสองปีที่ได้ดำเนินโครงการ โดยนพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน
โดยในปีพ.ศ. 2559 ที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นมากถึง 495 คน และยังพบผู้ป่วยจากภาวะเจ็บแน่นทรวงอกหรือมีปัญหาด้านหัวใจอีกกว่า 12,304 คน จากตัวเลขเหล่านี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เรามีผู้ป่วยฉุกเฉินที่เจ็บป่วยด้วยภาวะหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในอัตราที่มาก และน่าเสียดายที่ผู้ป่วยบางส่วนก็เสียชีวิตนอกโรงพยาบาลก่อนที่จะถึงมือแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตนอกโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนั้นเทียบเท่ากับการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ
ดังนั้นการแก้ปัญหาภาวะหัวใจวายหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเราต้องเตรียมคนในประเทศของเราให้พร้อมรับมือกับภาวะการเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอาทิพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนพลุกพล่านอย่างสนามบิน รถไฟ สถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ที่ออกกำลงกายที่มีคนมาใช้บริการมากๆ หรือสถานที่ที่มีการจัดวิ่งมาราธอน
เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า ทั้งนี้ในต่างประเทศนั้นการรับมือกับผู้ป่วยภาวะหัวใจวายหรือหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาลนั้นไม่สามารถจะรอแต่เจ้าหน้าที่กู้ชีพได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจากสถิติของประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกานั้นพบว่าหากประชาชนสามารถใช้เครื่อง AED ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยสลับกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานหรือ CPR ก่อนที่ทีมแพทย์จะเดินทางเข้าให้ความช่วยเหลือก็จะสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับประชาชนในประเทศของเขาได้และจะสามารถช่วยผู้ป่วยให้รอดได้มากถึง 50เปอร์เซ็นต์
ซึ่งจากเดิมถ้าเราเริ่มต้นช่วยผู้ป่วยแล้วรอเจ้าหน้าที่กู้ชีพมารับเพียงอย่างเดียวโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยก็จะมีเพียงแค่ 27 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้เครื่อง AED มาช่วยด้วยโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยก็จะมากขึ้นไปด้วย
ดังนั้นใน 2 ปีที่ผ่านมา
2. ได้สร้างการกระจายตลาดของเครื่อง AED เพื่อให้เครื่องAED มีราคาที่ถูกลงและให้หาซื้อได้ง่ายซึ่งเดิมในประเทศไทยมีอยู่ 2-3 บริษัทเท่านั้นที่นำเครื่อง AED มาจำหน่าย เทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นโดย 7 บริษัทใหญ่ๆ ที่จำหน่ายเครื่อง AED เข้ามาจำหน่ายที่ประเทศไทยหมด ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันและทำให้ราคาของเครื่อง AED ถูกลงด้วย ซึ่งบริษัทต่างๆ เหล่านี้ก็จะมีการทำ CSR ด้วยการมอบเครื่องไปในที่ต่างๆ และจะทำให้เกิดการกระจายเครื่อง AED ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยด้วย
นพ.อนุชา กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของข้อที่ 3. ได้ฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนสามารถใช้งานเครื่อง AED เป็น แล
ซึ่งในช่วง 4-5 เดือนที่รณรงค์ได้มีการมอบเครื่องAED ให้กับสถานีขนส่งหมอชิต และอีกหลายๆที่ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ผู้จำหน่ายตั๋วที่สถานีขนส่งหมอชิตสามารถมาช่วยปั๊มหัวใจและใช้งานเครื่อง AED ช่วยให้ผู้ป่วยอายุ 60รอดชีวิตได้
ในส่วนของข้อที่ 4.
นอกจากนี้ในส่วนการดำเนินการในด้านของนโยบายนั้นได้ประสานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองและสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่างระเบียบให้อาคารที่มีคนอยู่อาศัยและเข้าออกในจำนวนที่มากนั้นตองทำการติดตั้งเครื่อง AED ด้วย และในส่วนของงานวิชาการนั้นเวลาที่มีการประชุมหรือจัดงานวิชาการต่าง ๆ จะสอดแทรกเรื่องความสำคัญของการใช้งานเครื่อง AED เข้าไปด้วย
เลขาธิการสพฉ.ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ได้ช่วยกันดำเนินการรณรงค์ สร้างความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจและมีการติดตั้ง AED ในสถานที่สำคัญที่มีคนอยู่อาศัยและใช้บริการเป็นจำนวนมากอาทิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพอาดัง เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ศูนย์ประสานงานกู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 2 กาญจนบุรี เรือหลวงจักรีนฤเบศร สถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สถานีรถไฟจังหวัดเชียงใหม่ สนามบินจังหวัดสุราษฏร์ธานี สถานที่ออกกำลังกายสวนลุมพินี
ทำเนียบรัฐบาล สถานีขนส่งผู้โดยสายใต้ใหม่ ศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาล สภากาชาดไทย สถานีรถไฟหัวลำโพง ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานหาดใหญ่ สถานีขนส่งผู้โดยสารเอกมัย ศาลาว่าการกทม. กระทรวงศึกษาธิการ รัฐสภา กระทรวงการต่างประเทศ
นอกจากนี้คนไทยช่วยกันปั๊มหัวใจพร้อมกับการใช้งานเครื่อง AED สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันรอดมาแล้วมากว่า 20 ราย เป้าหมายต่อไปคือจะรณรงค์ให้มีการติดตั้งเครื่อง AED ทั่วประเทศไทยเพื่อช่วยให้หัวใจของคนไทยแข็งแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากภาวะหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันให้กับคนไทยได้



