ไลฟ์สไตล์

ผู้คิดค้นฟ้อนiphoneไทยติดหวัดดับชาวไอทีรุมจวกหมอ

ผู้คิดค้นฟ้อนiphoneไทยติดหวัดดับชาวไอทีรุมจวกหมอ

28 ส.ค. 2552

“หมอมงคล” เผยคาดคนไทยติดหวัด 2009 แล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน พบระบาดขาขึ้นในต่างจังหวัด เตือน ร.ร.-บ้านจุดเสี่ยง เชื่ออีก 2-3 เดือนข้างหน้าระบาดรอบสอง หมุนวนกลับเข้าเมือง ผู้ป่วยมากกว่าเดิม เลขาฯ สปสช.กระตุ้น อปท.นำเงินกองทุนสุขภาพชุมชนออกใช้ป้องกันหวัด 200

 สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เริ่มแพร่ระบาดในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานอนุกรรมการควบคุม ป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมความร่วมมือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมาว่า ขณะนี้มีการประมาณการว่าคนไทยติดเชื้อแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน

 ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจัดอยู่ในช่วงขาขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัด เป็นไปตามธรรมชาติของโรคที่จะแพร่กระจายจากเมืองออกสู่ชนบท โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าในพื้นที่หลายๆ จังหวัด เช่น เชียงใหม่ นครสวรรค์ ร้อยเอ็ด และระนอง มีแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคที่พุ่งสูงขึ้น

 นพ.มงคลกล่าวอีกว่า ลักษณะการแออัดของประชากรในต่างจังหวัดแออัดน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร และการรวมกลุ่มทำกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ต หรือการประชุมที่มีการวมกลุ่มของคนจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อได้ง่ายมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้น การแพร่ระบาดในต่างจังหวัดโอกาสที่จะเกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนในกรุงเทพมหานครมีน้อย แต่พื้นที่เสี่ยงในการแพร่ระบาดเชื้อของคนต่างจังหวัดมี 2 จุดสำคัญ ได้แก่ โรงเรียน และบ้าน เนื่องจากนักเรียนจะติดเชื้อจากเพื่อนที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคค่อนข้างรุนแรง จากนั้นนักเรียนก็จะแพร่เชื้อต่อให้แก่คนในครอบครัว

 นพ.มงคลกล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวลและกลัวมากที่สุด คือ อีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงหน้าหนาว อาจจะเกิดการแพร่ระบาดของโรคนี้ในระลอกที่ 2 แต่จะเป็นการระบาดที่เกิดขึ้นจากภายในประเทศ เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อที่มาจากต่างประเทศผ่านพ้นไปแล้ว การแพร่ระบาดของเชื้อในระลอก 2 จะเกิดในลักษณะหมุนวนกลับจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพมหานคร หรือจากชนบทเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว และจำนวนคนป่วยจะมากขึ้น เพราะคนมีการเดินทางติดต่อกันตลอดเวลา

 “ที่ใครบอกว่าการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จะไม่เกิดคลื่นลูกที่ 2 แต่หากพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่อยู่ในช่วงขาขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยธรรมชาติของการแพร่ระบาดของโรค เมื่อในพื้นที่ต่างจังหวัดมีจำนวนผู้ป่วยหนาแน่น เชื้อก็จะหมุนหวนกลับเข้ามาเมืองใหม่ อย่าไปคิดว่าที่เกิดในระลอกแรกทำให้คนในเมืองเกิดภูมิคุ้มกันหมดแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้” นพ.มงคลกล่าว

 ด้าน นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2552 มีกองทุนสุขภาพชุมชนทั่วประเทศ 3,493 กองทุน โดย สปสช.สนับสนุนงบประมาณให้ 37.50 บาทต่อหัวประชากร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ต้องสนับสนุนงบประมาณสมทบไม่น้อยกว่า 10% เพื่อใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพราะฉะนั้น เมื่อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เกิดการระบาดในพื้นที่ชนบท อปท.ที่มีการจัดตั้งกองทุนนี้แล้วสามารถนำเงินที่มีอยู่ในกองทุนออกมาใช้สำหรับการส่งเสริมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้ทันที และในปีงบประมาณ 2553 สปสช.จะสนับสนุนงบเพิ่มเป็น 40 บาทต่อหัวประชากร

 ขณะที่ความเคลื่อนไหวในการหามาตรการยุติการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ในต่างประเทศ พบว่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง เปิดเผยถึงวิธีการรักษาแบบใหม่ที่น่าจะใช้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอ เอช 1 เอ็น 1 ที่มีอาการหนักได้ ด้วยการสกัดเอาสารภูมิคุ้มกันจากผู้ป่วยที่หายแล้ว มาใช้รักษาผู้ป่วยหนักที่ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู 

 ผช.ศ.อีวาน ฮุง จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นวิธีใหม่ล่าสุดของโลกนี้ จะมีด้วยกัน 2 ขั้นตอน คือ เชิญคนที่หายป่วยจากโรคนี้มาบริจาคเลือด จากนั้นจะนำพลาสม่าของเลือดเหล่านี้ไปเข้ากระบวนการที่เรียกว่า เอช-ไอวีไอจี ซึ่งจะมีสารภูมิคุ้มกันที่มีความเข้มข้นสูง จากนั้นก็จะใช้เอช-ไอวีไอจี ที่ได้ไปรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยในขั้นแรกทางทีมวิจัยจะรับบริจาคเลือดจากผู้ป่วยที่หายแล้วจำนวน 420 ลิตร จะได้เอช-ไอวีไอจีมากพอที่จะรักษาผู้ป่วยอาการหนักได้ 63 คน

 ผลการวิจัยยังพบด้วยว่า วิธีการรักษาแบบใหม่นี้ ซึ่งได้ทำการทดลองกับหนูแล้วพบว่า สามารถใช้ได้ผลดีกับการรักษาเชื้อไวรัสไข้หวัดนก และน่าจะใช้ได้ผลดีกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่ระบาดเมื่อปี 1918 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปราว 50-100 ล้านคน 

 ส่วนที่เกาหลีใต้ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า นักเรียนทั้งระดับชั้นประถม และมัธยมทุกคนจะต้องผ่านการวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน เพื่อรับมือกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009  โดยโรงเรียนทุกแห่งจะได้รับคำแนะนำให้เข้มงวดเรื่องการต่อสู้กับไวรัสเอ เอช 1 เอ็น 1 หลังจากที่การปิดเรียนภาคฤดูร้อนกำลังจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้

 โดยครูที่มีเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัลจะต้องคอยวัดอุณหภูมิของนักเรียนทุกคนที่ประตูทางเข้าโรงเรียนทุกเช้า ส่วนโรงเรียนก็ต้องทำความสะอาด ฆ่าเชื้อห้องเรียนทุกห้องเป็นประจำทุกวัน และระงับการทำกิจกรรมกลุ่ม

 ปัจจุบัน เกาหลีใต้ได้มีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 กว่า 3,300 คน เป็นนักเรียน 926 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม 2 คน ขณะที่มียาทามิฟลูเพียงพอที่จะรักษาประชาชนเพียง 5.3 ล้านคน หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น

 ด้านกระทรวงสาธารณสุขบราซิลรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสเอ เอช 1 เอ็น 1 ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พบว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 557 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลกตอนนี้ แซงหน้าสหรัฐที่เพิ่งเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม อยู่ที่ 522 ราย ขณะที่อาร์เจนตินามีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ 439 ราย

 ทั้งนี้ รัฐบาลบราซิลได้อนุมัติเงินงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 73 ล้านโดส รวมทั้งจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ในโรงพยาบาล อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อ และยาต้านไวรัสทามิฟลูมาสำรองไว้ แต่ก็คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อกำลังลดลง เพราะสิ้นเดือนนี้ก็สิ้นสุดฤดูหนาวในซีกโลกใต้แล้ว

 ขณะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐพยายามบรรเทาความตื่นตระหนกของประชาชนหลังมีการคาดการณ์ว่าอาจมีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 มากถึง 9 หมื่นรายในปีนี้ โดยยืนยันว่า เท่าที่ดูสถานการณ์ทั้งในสหรัฐและทั่วโลกในตอนนี้ เชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะไม่สูงขนาดนั้นหากเชื้อไวรัสไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากการติดตามตรวจสอบพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่กำลังระบาดทั่วโลกในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ก็ยังไม่พบสัญญาณว่าจะมีการกลายพันธุ์แต่อย่างใด

ชาวไอทีจวกหมอทำผู้คิดค้นฟ้อนiphoneไทยติดหวัดดับ

จากกรณีที่นายพีรวีร์ ดวงสินกุลบดี  หรือเดย์  อายุ 28 ปี  เจ้าของนามแฝงในบอร์ด Creative 7419 และเป็นเจ้าพ่อแห่งฟอนท์ (font) บนไอโฟน (iPhone) ที่ทำให้ชาวไอโฟนใช้ฟอนท์ภาษาไทยได้  ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009  และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน 3 แห่ง แต่โรงพยาบาล 2 แห่งแรก กลับไม่ได้ให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ เพราะแพทย์วินิจฉัยว่า ไม่ได้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จนนายพีรวีร์เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลแห่งที่ 3 ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายรวมกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ญาติต้องเข้าร้องเรียนต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีนั้น

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีนักท่องเน็ตได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายพีรวีร์  โดยมีการโพสต์ข้อความโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์การวินิจฉัยของแพทย์ เนื่องจากก่อนหน้าเสียชีวิตนายพีรวีร์ ได้โพสต์ข้อความเล่าอาการป่วยของตนเอง และมีการฟอร์เวิร์ดเมลข้อความของนายพีรวีร์  และมีลิงค์เข้าไปในเว็บไซต์ Smart-Mobile.com ตลอดทั้งวัน ซึ่งมีข้อความที่นายพีรวีร์ได้โพสต์เล่าอาการป่วยของตนเองก่อนหน้าเสียชีวิต

ขณะเดียวกันที่เว็บไซต์ทวิตเตอร์ได้มีการโพสต์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของนายพีรวีร์ อย่างเช่น   sugree โพสต์ความว่า "RT @zyracuze RT: @sourcode @pikcolokung ผู้คิดค้น ฟ้อน iphone ไทย เสียชีวิตแล้ว(คุณเดย์)จากไข้หวัด 2009 - ขอร่วมแสดงความเสียใจด้วยครับ"