ไลฟ์สไตล์

ศิริโชคโชว์กราฟเสียงคลิปอภิสิทธิ์ชี้ตัดต่อ

ศิริโชคโชว์กราฟเสียงคลิปอภิสิทธิ์ชี้ตัดต่อ

28 ส.ค. 2552

“ ศิริโชค” โชว์ “กราฟคลื่นเสียง" ยันตัดต่อคลิปเสียง “มาร์ค” 100 เปอร์เซ็นต์ ชี้มีพิรุธไม่มีช่องหายใจ ยอมรับคนทำมีฝีมือพอใช้ได้ คนฟังอาจคล้อยตาม ยันหลักฐานชิ้นนี้สามารถนำไปพิสูจน์ในศาลได้ด้วย เพราะเป็นการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์

 (27ส.ค.)  นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งคลิปเสียงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีส่งไปที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากการพิสูจน์คลิปดังกล่าวปรากฏว่าเป็นคลิปที่มีการตัดต่อเสียง โดยการพิสูจน์ได้ระบุชัดว่าคลื่นเสียงไม่มีการต่อเนื่อง เสียงขาดตอนเป็นช่วงๆ ซึ่งต่างจากธรรมชาติของคนพูดปกติ ที่จะมีการเว้นหัวเสียงหางเสียงไม่มีเส้นโดดๆขึ้นมาเป็นธรรมชาติ แต่ขณะที่คลิปนี้เห็นรอยตัดช่องเสียงไม่มีการเฟดเหมือนแตงกวาหั่นชิ้นเป็นแว่นๆมาเรียงกัน

 นายศิริโชค กล่าวว่า หากดูในฟอเวิร์ดเมล์ก็รู้ว่า มาจากพนักงานที่เป็นประชาสัมพันธ์ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งมีการส่งคลิปนี้ไปทางอีเมล์ไปยังนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้รอให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการเพราะการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามตามม. 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดต่อความมั่นคึงของรัฐ โดยคนที่เผยแพร่ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะเป็นคลิปเท็จที่มียุทธศาสตร์ต้องการให้เกิดการปั่นป่วนในทางสังคมมีโทษจำคุก 5 ปี

 “ เวลามีการใช้อิเลคทรอนิกส์เมล์ก็สามารถสอบลายนิ้วมือได้ว่า เป็นของบุคคลใดทำจากสถานที่ไหน ส่งมาอย่างไร ซึ่งต่อจากนี้รัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชนทั้งหมด รวมถึงคนเสื้อแดงด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากผู้ไม่หวังดีต่อชาติ ที่ตัดต่อเสียงของนายกฯที่ต้องการให้เข้าใจผิดว่า นายกฯต้องการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนมีวัตถุประสงงค์ ให้ประชาชนลุกฮือจนเกิดการจลาจล ดังนั้นกรณีนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีทุกคนที่จะต้องอธิบาย ” นายศิริโชค กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายว่า นายศิริโชค ได้นำภาพคลื่นเสียงที่อ้างว่าได้ผ่านการตรวจสอบจากโปรแกรมสำเร็จรูป sonysound forge จำนวน 2 แผ่นมาให้กับผู้สื่อข่าวดู โดยแผ่นหนึ่งเป็นกราฟคลื่นเสียงการพูดของคนปกติ และอีกแผ่นหนึ่งเป็นกราฟคลื่นเสียงจากคลิปที่กลุ่มคนเสื้อแดงอ้างว่าเป็นเสียงของนายกรัฐมนตรีที่สั่งให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

 นายศิริโชค กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป sonysound forg จะพบว่า มีการตัดต่อ 100% เพราะเสียงพูดของคนปกติทั่วไป กราฟคลื่นเสียงจะมีลักษณะเริ่มจากหัวเสียง หางเสียง และมีช่วงเว้นหายใจ แต่จากภาพกราฟคลื่นเสียงที่อ้างว่าเป็นของนายกรัฐมนตรี พบว่า เส้นกราฟคลื่นเสียงไม่มีหัวเสียง แต่มาเริ่มที่หางเสียงเลย มีลักษณะโดนหั่น มีรอยตัดและการเชื่อมต่อของเสียงจะไม่มีการเฟด เหมือนลักษณะแตงกว่าเป็นชิ้นตอน เอามีดไปตัดเป็นแว่น ๆ โดยเฉพาะช่วงที่สั่งให้ใช้ความรุนแรงจะเห็นชัดเจนว่าไม่มีช่วงเริ่มต้นของคลื่นเสียง แต่มาเริ่มที่ช่วงกลางเสียงเลย และไม่มีช่วงเว้นหายใจด้วย จึงเหมือนกับการตัดมาแปะเฉย ๆ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้สามารถนำไปพิสูจน์ในศาลได้ด้วย เพราะเป็นการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้กองพิสูจน์หลักฐานก็ได้ผลสอบออกมาในลักษณะเดียวกันว่าเป็นลักษณะการตัดต่อ

 “ โปรแกรมการตัดต่อ คนทำมีฝีมือพอใช้ได้ โดยคนฟังอาจคล้อยตาม แต่ถ้าดูคลื่นเสียงแล้วจะเห็นว่าตัดต่อแน่นอน ซึ่งเข้าข่ายความผิดต่อรัฐ สามารถนำไปก่อจลาจลได้ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะหาคนผิดมาลงโทษได้ ซึ่งจากการตรวจสอบจากการฟอร์เวอร์ดเมล์กันมาพบว่ามีบริษัทที่ใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ forword mail ด้วย ” นายศิริโชค กล่าว

"เทพไท”ยันคลิปเสียงนายกฯปลอมหวังทำลายรัฐบาล 

  นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการพยายามสร้างหลักฐานเพื่อใส่ร้ายนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.ก็มีการใส่ร้ายนายกฯว่าไม่ได้นั่งอยู่ในรถ เพื่อหาความผิดให้กับรัฐบาลที่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ 1 .เป็นการกระทำที่รุนแรงจนเป็นเหตุให้ประชาชนล้มตาย และจากที่ฟังเสียงพบว่านายกฯ พูดในที่สาธารณะ และเชื่อว่าพูดในวันที่ 13 เม.ย. 2 .คำพูดในคลิป หากเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ ก็จะไม่พูดในลักษณะเช่นนี้แน่นอน 3 .โดยธรรมชาตินายกฯ ไม่มีบุคคลิกแบบนี้ ไม่มีความนิยมใช้ความรุนแรง ซึ่งขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปตรวจสอบ โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นการตัดต่ออย่างแน่นอน

 โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการกล่าวโทษ เพราะเรื่องดังกล่าวมีความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยวการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ