
แพทย์แนะเลี้ยงลูกช่วงเศรษฐกิจขาลง
เด็กเมืองกรุงที่มีทุกอย่างเพรียบพร้อม แต่คงมีไม่กี่คนที่ได้ขี่ม้า ป้อนนมน้องควาย หรือดูแพทย์พยาบาลสาธิตการเคลื่อนย้ายเด็กๆ ที่ป่วยทางเฮลิคอปเตอร์เป็นแน่
เพื่อเป็นการเปิดโอกาสและประสบการณ์ใหม่ให้แก่เด็กชาวกรุง โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงจัดงาน "ชิลเด้นท์ ฟัน เฟส 2009 แอท วิสดอม แลนด์" ขึ้น โดยเนรมิตพื้นที่รอบๆ โรงพยาบาลให้เป็นลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ ทั้งยังเชิญผู้รู้มาให้คำแนะนำการเลี้ยงลูก ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจขาลงด้วย
ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา ประธานศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจขาลงแบบนี้มันไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลกได้รับผลกระทบไปหมด และเป็นเหมือนวัฏจักรมีขึ้นก็มีลง ฉะนั้นควรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ครอบครัวต้องรวมตัวกันฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ คนในครอบครัวควรจะมานั่งปรึกษาหารือกัน อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าตอนนี้ครอบครัวกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร ที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและแสดงความคิดเห็นด้วย
"พ่อแม่อย่าไปสั่งว่าต้องทำนู่นทำนี่ หรือว่าตะคอกใส่ลูกว่าคิดไม่ได้หรือไงว่าเรายากจน ตรงนี้พูดไม่ได้เลย เราต้องให้โอกาสเขาคิด ให้เขาได้มีโอกาสมีส่วนรวมในการแก้ไขปัญหา บอกให้ลูกเข้าใจว่าจะทำยังไงดีลูก เงินของเราก็น้อยลงนะลูกจะทำอย่างไร ซึ่งตรงนี้ลูกก็จะคิดเองเป็นอย่างเช่นว่า โอเคไม่เป็นไรหรอกแม่ ลดค่าขนมไปก็สบายแล้วแค่นี้หนูก็พอใช้ เด็กก็จะเริ่มคิดแล้วว่าเราต้องรู้จักอดออมรู้จักประหยัด อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก มีความพอเพียงแม้รายได้เราน้อยลง แต่ถ้าเรารู้จักว่าเราจะไปหาเงินยังไง เราก็จะผ่านพ้นไปได้" ประธานศูนย์กุมารเวช รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าว
พร้อมกับบอกว่า การกระทำแบบนี้จะทำให้ลูกๆ เรียนรู้ถึงชีวิตข้างหน้าที่เขาจะต้องเผชิญ ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้และเอาประสบการณ์ตรงนี้ไปใช้ ที่สำคัญพ่อแม่ต้องอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแบบง่ายๆ ตามแต่อายุของเด็ก ซึ่งถ้าลูกเล็กมากอาจจะอธิบายยากหน่อย แต่ถ้าลูกโตแล้วก็สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ ซึ่งเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดได้แล้วว่า เมื่อเงินในกระเป๋ามีเท่านี้เขาจะทำอย่างไร เหนือสิ่งอื่นใด อย่าปกปิด อย่าโกหก เพราะลูกต้องการสิ่งที่เป็นความจริง และถ้าเราอยากจะให้ลูกทำอะไร พ่อแม่ก็ควรทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วย
งานนี้คลาคล่ำไปด้วยเด็กๆ ที่มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งซุ้มกิจกรรมก็มีตั้งแต่มุม วันเดอร์ แลนด์ ที่กระตุ้นสมองชวนให้น้องๆ รู้จัก "ฉลาดคิด" โดยรวบรวมกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ แต่เปิดโลกวิทยาศาสตร์ให้น้องๆ ค้นพบกับหลักการทางธรรมชาติ เช่น จรวดพลังลม ไก่กระต๊าก ตุ๊กตาไต่ราว ฯลฯ โดยมุมนี้มีเด็กๆ ต่อแถวผลัดกันเล่น ผลัดกันหมุนอย่างสนุกสนาน
ส่วนบริเวณ ฟัน ฟาร์ม ที่ถือว่าเป็นมุม "จิตบริสุทธิ์" กลายเป็นมุมพระเอกของงาน เพราะมีบรรดาสัตว์น่ารักๆ ยกขบวนมาโชว์ตัวกันมากมาย เช่น มูร์ร่าห์ ควายพันธุ์นมจากประเทศอินเดียที่หายากมาก ยืนรอให้น้องๆ ได้ทดลองรีดนม ก่อนจะนำไปป้อนให้มูร์ร่าห์น้อยตาหวานดูดนมดังจ๊วบๆ นอกจากนี้ยังมีม้าโพนี่ที่รอให้น้องๆ ได้ขึ้นขี่หลังเดินชมงานอย่างมีสไตล์ แถมยังมีโชว์ความสามารถพิเศษจากน้องหมาแสนน่ารัก เรียกความสนใจจากเด็กๆ ได้มากทีเดียว
มุม ฮีโร่ แลนด์ ก็สามารถ "จุดประกายฝัน” ได้สมชื่อ เมื่อเด็กๆ ติดตามยอดมนุษย์ในชุดขาว ที่พาน้องๆ ไปชมว่าคุณหมอมีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ บ้างที่ช่วยให้จัดการกับปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ได้ ซึ่งสามารถจุดประกายความฝันปลูกจิตสำนึกของเด็กให้อยากเป็นคนดีช่วยเหลือผู้อื่น
และก็มาถึงมุมสุดท้ายที่ได้รับความนิยมมากจากคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่หรือคุณลูก ที่ลงนั่งช่วยกันคนละไม้ละมือสร้างสรรค์เทียนทราย เพ้นท์เสื้อ จัดสวนถาด ฯลฯ ในมุม แอคทิวิตี้ส์ แลนด์ ที่กระชับความสัมพันธ์ ผูกพันรักสามัคคี ระหว่างคนต่างวัยในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
+++++++++++++++++++++++



