
สุวิทย์พลิกลิ้นกระเตงสำนักสงฆ์กว่า5พันแห่ง
สุวิทย์ พลิกลิ้นกระเตงสำนักสงฆ์กว่า 5 พันแห่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ได้ถาวร ขีดเส้น 90 วันกำหนดกติกา พร้อมเสนอกันพื้นที่หากพิสูจน์อยู่ก่อนประกาศตั้งอุทยานฯ ปิ๊งไอเดียสร้างพุทธอุทยาน สั่งกรมป่าไม้หาพื้นที่หมื่นไร่ เชิญชวนชาวพุทธทั่วโลกแสวงบุญ
วันที่ 27 ส.ค. ที่อาคารสารนิเทศ 50 ปีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กรมป่าไม้ จัดสัมมนาพระสังฆาธิการและเจ้าหน้าที่รัฐเรื่อง “ นโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ ” ขึ้น โดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งมีตนเป็นประธานฯ เตรียมจะผลักดันที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่เขตป่าอนุรักษ์ออกนอกพื้นที่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการสำรวจตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 เม.ย. 2538 ไว้ทั้งสิ้น 5 , 529 แห่งนั้น
ทางทส.ขอยืนยันว่าจะไม่มีการผลักดันที่พักสงฆ์ สำนักสงฆ์ออกจากป่า โดยเฉพาะที่พักสงฆ์ 68 แห่งที่ทำผิดกฎหมาย และเข้ามาอยู่หลังมติครม. ที่อยู่ในข่ายต้องผลักดันออกทันที ก็จะไม่มีการขับไล่ออกจากป่าเช่นกัน โดยมอบหมายให้กรมป่าไม้ ร่วมกับกรมอุท ยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมหาเถรสมาคม ทำการสำรวจข้อมูลใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดกติกาการใช้พื้นที่ในการตั้งที่พักสงฆ์ร่วมกันให้ชัดเจน ส่วนพี่พักสงฆ์ร้างก็จะฟื้นฟูสภาพพื้นที่หรือบางแห่งที่เหมาะกับการตั้งสถานีอนุรักษ์ ทั้งนี้ถ้าวางกรอบร่วมกันได้ภายในการประชุมครั้งนี้ก็จะสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทันที
“ การที่ ทส.ไม่ผลักดันพระออกจากป่า เนื่องจากเห็นความสำคัญของการเผยแพร่ธรรมะ และการรักษาธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เวลาพูดกับชาวบ้านให้ช่วยกันป่าชาวบ้านไม่ค่อยฟัง แต่หากเป็นพระพูดชาว บ้านจะฟังมากกว่า ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพราะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน อีกทั้งเท่าที่ทราบปัญหาการบุกรุกขยายการสร้างที่พักและถาวรวัตถุ หรือล้มไม้ต่างๆก็มาจากญาติโยม ที่หวังดีต่อพระ ไม่ได้มาจากพระโดยตรง ซึ่ง สมัยที่ผมเคยบวชอยู่ที่วัดป่าเขาสวนกวาง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ก็เคยมีญาติโยมมาถวายระเบิดให้ไประเบิดหินมาทำฝายกั้นน้ำ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ได้ระเบิดหินลงมา แต่ผลของการกระทำครั้งนั้น ยังส่งทำให้ ปัจจุ บันทำให้น้ำตกที่เคยอยู่บนต้นน้ำ ตอนนี้แม้แต่หน้าฝนยังไม่มีน้ำสักหยด ” นายสุวิทย์ กล่าว
นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบการครอบครองที่พักสงฆ์ในเขตป่าทุกประเภทครั้งนี้ จะใช้ภาพถ่ายทางอากาศมาตรวจสอบพื้นที่ตั้งว่าอยู่มาก่อนการประกาศจัดตั้งอุทยาน หรือการประกาศเขตป่าไม้หรือไม่ โดยหากพบว่าอยู่มาก่อนจริงก็จะกันพื้นที่ออกให้ดูแลพื้นที่ป่าต่อไป แต่ถ้าสำนักสงฆ์ใดอยู่หลังการประกาศกฎหมาย ก็จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ที่พักสงฆ์อยู่ได้อย่างถูกต้อง และเป็นการยุติปัญหาที่เรื้อรังมานาน ทั้งนี้ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้เป็นต้นไป และให้สิ้นสุดภายในเดือน พ.ย.นี้ รวมระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นทส.จะร่วมกับมหาเถรสมาคม ถวายโครงการนี้ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ถือว่าร่วมกันทำบุญใหญ่ แต่ต่อไปที่พักสงฆ์ทั้งหมด 5 , 529 จะทำต้องปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และพระธรรมวินัย ส่วนที่พักสงฆ์แห่งใหม่หลังจากนี้เป็นต้นไปจะให้ยุติการเข้าไปในป่าทั้งหมด
ส่วนกรณีของพระธุดงค์ที่จะเข้าไปปฏิบัติธรรมในป่า ขณะนี้ได้ยกเลิกขั้นตอนการขออนุญาตธุดงค์จากกรมป่าไม้แล้ว ดังนั้นพระจึงสามารถเข้าธุดงค์ในเขตป่าได้ทุกพื้นที่และอุทยานฯ แต่ขอ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าไป เผื่อเกิดกรณีหลงป่าหรือมีปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ยังเตรียมจะเสนอยกเลิกคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ เพราะหลังจากนี้ปัญหาพระสงฆ์ในป่าจะยุติแล้ว อีกทั้งยังสั่งการให้ นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ เตรียมจัดหาพื้นที่จำนวน 10 , 000 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นพุทธอุทยาน สำหรับใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศานาโลก เหมือนกับที่ชาวมุสลิมทั่วโลกไปแสวงบุญที่นครเมกกะ เป็นต้น
เมื่อถามว่า กรณีสำนักสงฆ์ภูไม้ฮาว ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผายล จ.มุกดาหาร หลังมติครม.ปี 2538 และมีการทำผิดด้วยการระเบิดถ้ำ บุกรุกตัดไม้จะจัดการอย่างไร น ายสุวิทย์ กล่าวว่า คงจะต้องดูเป็นรายกรณีไป แต่หลังจากมีกติกาที่ชัดเจนแล้วเชื่อว่าการบุกรุกขยายพื้นที่ เพื่อทำถาวรวัตถุคงจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากจะกำหนดพื้นที่ให้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นเพื่อไม้ให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ อีกทั้งยังเสนอว่าจะให้วัดป่าทั้งหมดเป็นแหล่งในการช่วยปลูกป่าและนำต้นกล้าไม้ให้กับญาติโยมที่มาทำบุญ โดยกรมป่าไม้พร้อมสนับสนุนกล้าไม้ทุกประเภท
นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อรัฐมนตรีมีนโยบายให้ที่พักสงฆ์อยู่ในเขตป่าได้ ก็เป็นทางออกที่ดี และขณะนี้ต้องรอการกำหนดกติการร่วมกันระหว่างทส.และมหาเถรสมาคมเพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้เชื่อว่าคงไม่ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน และลักษณะที่อนุญาตให้พระอยู่กับป่าได้ก็เหมือนกับการให้ประชาชนอยู่ตามมติครม. 30 มิ.ย.2541
ด้านนายยงยุทธ ชำนาญรบ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูผายล จ.มุกดาหาร กล่าวว่า เข้าใจว่ารัฐมนตรีทส.คงอยากให้การแก้ปัญหาใช้หลักประนีประนอม ซึ่งทางอุทยานฯเตรียมเชิญผวจ.มุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่เข้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี พร้อมกันนี้ก็ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกับญาติโยมและตรวจตราการลักลอบตัดไม้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสุวิทย์ ได้ประชุมคณะกรรมการฯ และเร่งรัดให้กรมป่าไม้ ดำเนินการตามมติแก้ปัญหาที่พักสงฆ์ในป่า โดยกรมป่าไม้ได้ส่งผลการสำรวจจำแนกที่พักสงฆ์ที่แล้วเสร็จประมาณ 50% ของ 5529 แห่ง โดยในจำนวนนี้ พบว่ามี 68 แห่งที่อยู่ในข่ายผลัดกันให้ออกจากพื้นที เนื่องจากอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตอุทยานแห่งชาติ หลังประกาศจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์ รวมทั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์เสี่ยงต่อการบุกรุกใหม่ ตั้งในเขตพื้นที่อนุรักษ์โซน ซี และตั้งหลังการจัดทำทะเบียนที่พักสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว โดยเฉพาะภาคอีสาน ใน เขต จ.เลย มีที่พักสงฆ์ มากถึง 21 แห่งอยู่ในป่าสงวน รองลงมาที่ขอนแก่น 15 แห่ง อุดรธานี 3 แห่ง ราชบุรี 5 แห่ง กาญจนบุรี 4 แห่ง เป็นต้น



