
เข้าป่าหากล้วยไม้ครั้งแรกในชีวิต (13)
รุ่งขึ้นวันใหม่ ทุกคนในคณะต่างก็ลุกขึ้นเตรียมตัวหุงหาอาหารรับประทานเสร็จก็เก็บของเข้าที่ แล้วก็ออกเดินทางต่อไป วันนี้ดูเหมือนว่าเราต้องเผชิญกับฝนและโคลน แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร กลับทำให้รู้สึกว่าธรรมชาติมันฝึกเราอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจริงๆ และ
วันนี้เรายังคงเดินตากแดดตากฝนบ้าง ลุยโคลนบ้าง ผ่านดงซึ่งเต็มไปด้วยเหลือบและริ้นจนใกล้เที่ยงวัน ฝนก็ค่อยๆ ซาลงไปจนขาดเม็ดและแสงแดดเริ่มปรากฏขึ้นมาแทนที่
ผมเองยังคงมองไม่เห็นกล้วยไม้แม้สักต้นเดียว ทั้งๆ ที่ระหว่างเดินทางสายตาก็ยังคงสอดส่ายไปยังบริเวณสุมทุมพุ่มไม้ ไม่นานนักเราพบกับพุ่มไม้ใหญ่ตั้งอยู่ริมหนองน้ำ จึงนำเกวียนเข้าไปจอดรวมกันไว้แล้วเริ่มลงมือก่อไฟหุงหาอาหารกลางวัน
จากเช้าวันนี้เป็นต้นมา เรายิงได้นกเป็ดน้ำ 2-3 ตัว ซึ่งคิดว่าพอกับความต้องการ เราลงมือสับนกออกเป็นชิ้นๆ แล้วชุบกระเทียมพริกไทยทอดเช่นเคย เพราะรู้สึกว่าเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับสภาพการเดินทางเช่นนี้ หากเหลือก็ยังเก็บไว้กินมื้อถัดไปได้อีก
ช่วงระหว่างที่รออาหารอยู่นั้น ผมแหงนหน้าขึ้นไปที่พุ่มไม้ใหญ่ซึ่งอยู่เหนือศีรษะ มองอย่างพินิจพิเคราะห์และฉงนอยู่พักหนึ่ง แล้วปากก็ร้องออกมาว่า กล้วยไม้ จนทำให้ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองตามผมแทบจะพร้อมกันหมด ....ครับ! เป็นกล้วยไม้จริงๆ นั่นแหละ!
มีคนหนึ่งซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะนึกถึงเอื้องกุหลาบนางรองอยู่ในใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เพียงแต่ฟังมาจากคนอื่นเช่นเดียวกันกับที่ผมเคยได้ยินมาแล้ว พอมีการพูดขึ้นว่าพบกล้วยไม้ก็เอ่ยตามมาว่า กุหลาบนางรองใช่ไหม?
ผมมองกล้วยไม้กอนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ตามประสาคนซึ่งขณะนั้นไม่มีพื้นฐานความรู้ทางวิชาการอะไรเลย คงอธิบายได้ตามความรู้สึกสามัญสำนึกแต่เพียงว่า มีทรงต้นค่อนข้างยาว ช่วงระหว่างใบห่างกันพอสมควร อีกทั้งมีการแตกแขนงลำต้นเจริญไต่ขึ้นต้นไม้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากโคนซึ่งอยู่ค่อนข้างเตี้ยจนแทบจะหยิบถึง
เหตุที่ลำต้นแตกแขนงนี่เอง เราจึงเก็บเอามาไม่กี่กิ่ง คงปล่อยกอใหญ่ไว้ที่เดิม ส่วนที่เก็บมาก็นำมาใส่ไว้ในเกวียนครัว ซึ่งเราใช้ใส่สัมภาระต่างๆ ร่วมไปด้วยกัน!
"ระพี สาคริก"



