
สธ.ตั้งคกก.สอบปมสินบนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์รู้ผล30วัน
สธ.ตั้งคกก.สอบปมสินบนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รู้ผลภาย30วัน ก่อนส่งให้ป.ป.ช. เช็คข้อมูลย้อนหลัง 18ปี สธ.มีสัญญาบริษัท Bio-Rad-บริษัทสาขาในไทย17สัญญา ราว35ล้านบาท
จากกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาเผยแพร่รายงานระบุว่าบริษัท Bio-Rad ยอมรับข้อเสนอจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 55 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อจะได้ไม่ต้องรับโทษทางอาญาและแพ่งในคดีจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย เวียดนามและรัสเซีย ระบุอีกว่า บริษัท Bio-Rad ขายอุปกรณ์ตรวจค่าต่างๆในโลหิตผ่านบริษัท Daimed Thailand ซึ่งขายต่อให้ตัวกลางก่อนถึงโรงพยาบาลรัฐ โดยตัวกลางรับส่วนต่าง 13 % เก็บไว้เอง 4 % และจ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ 9 % ระหว่างปี2007-2010(พ.ศ. 2550-2553 )
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวว่า หากพบว่าเรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวข้อง ทางสธ.จะไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสมาก ล่าสุดได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว เพียงแต่อาจต้องใช้เวลา เนื่องจากตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่นั้น พบว่าเกิดขึ้นช่วงปี 2550-2553 ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดสธ. เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ โดยจะมีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เข้ามาดูด้วย เนื่องจากตามข้อมูลพบว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเครื่องมือที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กต้องไปตรวจสอบว่ามีประเด็นเรื่องเครื่องมือแพทย์มาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพราะโดยปกติหากมีการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ก็ต้องขอกับอย. แต่กรณีนี้ ตนยังไม่ทราบว่า เป็นการขอขึ้นทะเบียนหรือเป็นเรื่องการทำสัญญารูปแบบใด ดังนั้น คงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน หากพบว่ามีใครผิดก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง
ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐหนึ่งที่มีการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล และนพ.โสภณ มีความห่วงใยในเรื่องนี้อย่างมาก ได้มอบหมายให้ตนดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยด่วน ซึ่งตนได้ลงนามในหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มีนพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรมป้องกัน ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต(ศปท.)ของสธ.เป็นประธาน มีนายวรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นรองประธานและกรรมการอีก 5 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการสาธารณสุข(สบรส.) ผู้อำนวยการสำนักตรวจ เจ้าหน้าที่ศปท. และนิติกร
“การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจะดำเนินการตรวจสอบใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.กระบวนการจัดซื้อถูกต้องเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ.2535หรือไม่ และ2.เมื่อเปรียบเทียบราคาที่จัดซื้อเป็นอย่างไร ราคาแพงหรือไม่ โดยกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 วันจากนั้นจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ดำเนินการต่อไป ซึ่งได้มีการประสานเป็นการภายในระหว่างปลัดสธ.และเลขาธิการป.ป.ช.และผมกับรองแลขาฯป.ป.ช.แล้ว และยืนยันว่าสธ.พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่"นพ.สมศักดิ์กล่าว
นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ระหว่างปี 2542-2560 พบว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นคู่สัญญากับบริษัทดังกล่าวและบริษัทสาขาในประเทศไทย จำนวน 17 สัญญา วงเงินประมาณ 35 ล้านบาท แยกเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) 6 สัญญา ประมาณ 11 ล้านบาท กรมการแพทย์ 2 สัญญา ประมาณ 3 ล้านบาท กรมควบคุมโรค 1 สัญญา ประมาณ 1 ล้านบาท กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 5 สัญญา ประมาณ 10 ล้านบาทและกรมอนามัย 3 สัญญา ประมาณ 10 ล้านบาท
รองปลัดสธ. กล่าวด้วยว่า การจัดการซื้อจัดจ้างโดยปกติหากไม่เกิน 1 แสนบาทจะใช้วิธีตกลงราคาและเกิน 2 ล้านบาทจะประกวดราคา เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และโดยหลักการในส่วนของสป.สธ. การจัดซื้อจัดจ้างวงเงิน 50 ล้านบาท ปลัดสธ.จะมอบอำนาจยังผู้ว่าราชการจังหวัด และมอบต่อไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.)และผู้อำนวยการโรงพยาบาล ส่วนกรมต่างๆส่วนใหญ่อธิบดีก็จะมอบอำนาจไปยังหน่วยงานส่วนภูมิภาคอยู่แล้ว



