
เห็นชอบแบบราชรถปืนใหญ่-พระโกศทองคำ
คกก.ฝ่ายขัดสร้างฯ เผยการก่อสร้างพระเมรุมาศ คืบหน้า ฐานรากเรียบร้อย มั่นคง แข็งแรง บวงสรวงยกเสาเอกวันที่ 27 ก.พ.พร้อมเห็นชอบแบบราชรถปืนใหญ่ พระโกศทองคำ
คกก.ฝ่ายขัดสร้างฯ เผยการก่อสร้างพระเมรุมาศ คืบหน้า ฐานรากเรียบร้อย มั่นคง แข็งแรง บวงสรวงยกเสาเอกวันที่ 27 ก.พ.พร้อมเห็นชอบแบบราชรถปืนใหญ่ มอบกรมสรรพาวุธดำเนินการจัดทำช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนให้มั่นคงแข็งแรง ทั้งล้อ เพลา และโกรน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย.2560 โดยใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพเวียนอุตราวัฏรอบพระเมรุมาศ เผยบูรณะซ่อมแซมราชรถ ราชยาน ในส่วนของล้อ เพลาช่วงเดือนเม.ย.นี้ จะเริ่มนำล้อไปประกอบกับพระมหาพิชัยราชรถ
พร้อม เผยแบบพระโกศทองคำลงยาประดับรัตนชาติทรงพระบรมอัฐิในหลวงร.9 จำนวน 6 องค์ ซึ่งพระโกศทองคำลงยาประดับเพชร 9 เหลี่ยม จำนวน 1 องค์ เป็นพระโกศทรงพระบรมอัฐิที่จะนำไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย นายอำพล สัมมาวุฒธิเตรียมเสนอคกก.ชุดใหญ่ที่มีนายกฯ เป็นประธานอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.60 เวลา 09.15 น. ที่สนามหลวง พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นายกฤษศญพงษ์ กีรติ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหาร วธ. เดินทางติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ บริเวณพื้นที่สนามหลวง
พร้อมทั้งตรวจการขยายแบบการก่อสร้างพระเมรุมาศ ที่อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) และตรวจการขยายลายพระโกศจันทน์ รวมทั้งงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ ที่อาคารจัดสร้างพระโกศจันทน์ อาคารปั้นหล่อประติมากรรม และอาคารเขียนสีและตกแต่งองค์ประกอบ จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น.พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้เดินทางไปยังโรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตรวจการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และประธานประชุมคณะกรรมฝ่ายจัดสร้างฯ ที่โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก)
ต่อมาเวลาประมาณ 13.00 น.พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวภายหลังประชุม ว่า จากการติดตามตรวจเยี่ยมการจัดสร้างอาคารในมณฑลพิธี มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของพระเมรุมาศ ที่ได้ดำเนินการวางโครงสร้างฐานรากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงสร้างเสาเหล็กอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่พร้อมสำหรับพิธีบวงสรวงยกเสาเอก ในวันที่ 27 ก.พ.นี้
โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขณะที่พระที่นั่งทรงธรรม ได้วางฐานรากผูกเหล็กเรียบร้อยเกือบทั้งหมดแล้ว จากนี้อยู่ระหว่างเตรียมการเทคอนกรีต ส่วนอาคารประกอบอื่นๆก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น ศาลาลูกขุนด้านทิศใต้ อยู่ในขั้นตอนการปรับระดับพื้นเพื่อเตรียมวางแผนฐานรากอาคารต่อไป
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของพระเมรุมาศและอาคารประกอบ จะใช้โครงสร้างเหล็กรูปพรรณ หลังคาเป็นโครงสร้างเหล็ก เสาหลักของพระเมรุมาศทั้ง 4 มุม ใช้โครงสร้างเหล็กตามรูปทรงที่กำหนดในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งระบบโครงสร้างดังกล่าวสามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็วและง่ายต่อการรื้อถอน ขณะเดียวกัน โครงสร้างดังกล่าวมีการคำนวนอัตราส่วนความปลอดภัย ในการรับแรงสั่นสะเทือนจากแรงลม รวมถึงน้ำหนักการต้านลมของยอดพระนพปฎลเศวตฉัตรและพระสูตร หรือ ม่านขนาดใหญ่ได้ปลอดภัย
“ในส่วนของโรงขยายแบบนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเข้าปฏิบัติงานแล้ว โดยจะมีถอดแบบในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งโรงขยายแบบมีความสำคัญเสมือนเป็นจุดที่ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด การดำเนินงานต่างๆเวลานี้มีความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งมั่นใจว่าจะแล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดในเดือนกันยายนนี้”รองนายกฯ กล่าว
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแบบการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ อัญเชิญพระโกศพระบรมศพ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามโบราณราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งมีการเขียนแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโครงสร้างดำเนินการโดยกรมสรรพาวุธ ส่วนลวดลายดำเนินการโดยกรมศิลปากร ในส่วนของพระที่ราเชนทรยานน้อยก็ได้ดำเนินการจัดทำแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สำหรับพระโกศทองคำลงยาประดับรัตนชาติทรงพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีทั้งสิ้น 3 แบบรวม 6 องค์ ได้แก่ 1.พระโกศทองคำลงยาประดับเพชร 9 เหลี่ยม จำนวน 1 องค์ เป็นพระโกศทรงพระบรมอัฐิที่จะนำไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย นายอำพล สัมมาวุฒธิ
2.พระโกศทองคำลงยาประดับพลอย 8 เหลี่ยม มีจำนวน 4 องค์ ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ออกแบบโดย นายณัฐพงศ์ ปิยมาภรณ์ และ3.พระโกศทองคำลงยาประดับพลอย 8 เหลี่ยม จำนวน 1 องค์ ทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ออกแบบโดย นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร
ซึ่งลักษณะโดยรวมเป็นไปตามแบบอย่างของพระโกศพระบรมอัฐิและพระโกศพระอัฐิที่มีการสร้างสืบต่อกันมาตามพระราชประเพณี มีฐานกว้าง 20 เซนติเมตร (ซม.) สูง 80 ซม.เมื่อวัดจากฐานถึงยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ แต่หากวัดจากฐานถึงยอดพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สูง 99 ซม.อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯจะนำเสนอแบบทั้งหมดให้คณะกรรมอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาเห็นชอบต่อไป
ด้านนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การออกแบบลวดลายราชรถปืนใหญ่ กรมศิลปากรได้ศึกษาแบบอย่างจากราชรถปืนใหญ่พระโกศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และดึงลวดลายบางส่วนมาจากราชรถอัญเชิญพระโกศสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาท กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ลวดลายมีความงดงามสมพระเกียรติ ส่วนการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่นั้น กรมสรรพาวุธจะดำเนินการจัดทำช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนให้มั่นคงแข็งแรง ทั้งล้อ เพลา และโกรน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย.2560 จากนั้นกรมศิลปากรจะดำเนินการประกอบลวดลายส่วนต่างๆ
“ราชรถปืนใหญ่ที่จะสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้สมพระเกียรติ โดยใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพเวียนอุตราวัฏรอบพระเมรุมาศ ในอดีตสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 8 ก็ได้ใช้ราชรถปืนใหญ่เช่นกัน ” นายอนันต์ กล่าว
ขณะที่นายสมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กล่าวว่า ตามที่กรมศิลปากรประกาศรับสมัครอาสาสมัครร่วมปฏิบัติงานจัดสร้างพระโกศจันทน์ และงานศิลปกรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีฯ และได้ปิดรับสมัครแล้วนั้น พบว่ามีผู้สมัคร 385 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดแยกประเภทที่สมัครว่ามีจำนวนเท่าไร เช่น การฉลุลาย ประติมากรรม เป็นต้น ส่วนการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกอาสาสมัครนั้น จะมีขึ้นในวันที่ 27 ก.พ.นี้
ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 15.15 น.พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมที่กรมสรรพาวุธ ทหารบก ว่า การบูรณะซ่อมแซมราชรถ ราชยาน ในส่วนของล้อ เพลา ที่กรมสรรพาวุธรับผิดชอบมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งชิ้นส่วนใดที่สามารถถอดนำมาซ่อมแซมที่กรมสรรพาวุธได้ก็จะนำมาทำที่นี้ แต่หากไม่สามารถถอดได้กรมสรรพาวุธก็จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ ทั้งนี้ คาดว่าช่วงเดือนเม.ย.นี้ จะเริ่มนำล้อไปประกอบกับพระมหาพิชัยราชรถ จากนี้ก็จะมีการทดสอบระบบขับเคลื่อนต่อไป



