
ควงจักรยานยนต์พ่วงตะลอนทั่วอีสาน เร่ขายเครื่องจักสานเสริมทำนา
ข้าวรวงสุดท้ายในท้องนาถูกเก็บเกี่ยวเหลือแต่ตอซัง เมล็ดข้าวเปลือกสืเหลียงสงบนิ่งอยู่ในยุ้งข้าว เก็บไว้สีเป็นข้าวสารมาหุงกินในยามอื่น รถจักรยนต์ยีห้อฮอนด้าเวฟ พ่วงข้างบรรทุกเครื่องจักสานจากไม้ไผ่เต็มคัน ขยับตัวออกจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้านอื่น ไกลออกไปและไกลออก
นี่คือวิถีชีวิตของหนุ่มใหญ่จากบ้านโพนติ้ว ต.คำเตย อ.เมือง จ.นครพนม "วีระพล มิ่งหงา" เกษตรกรวัย 42 ปี ที่ใช้เวลาว่างจากการทำนา ใช้รถจักรยานยนต์พ่วง รับเครื่องจักสานไม้ไผ่จากกลุ่มพ่อบ้านและแม่บ้านภายในบ้านโพนติ้ว มีทั้งกระติบข้าว กระด้ง กระบุง กระเบียน ฝาชี หวดนึ่งข้าว และอีกหลายสิบชนิด ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งของจำเป็นที่จะต้องใช้ในครัวเรือนไปเร่ขายตามหมู่บ้านในจังหวัดต่างๆ
วีระพล บอกว่า เดิมมีอาชีพทำนาเป็นหลัก มีที่ทำกินเพียง 5 ไร่เท่านั้น ข้าวที่ปลูกเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือนพอดีตลอดปีเท่านั้น จะไม่มีขาย ทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวแม้จะไม่อดข้าวเพราะมีข้าวเก็บไว้ แต่เงินที่จะใช้สอยค่อนข้างจะลำบาก ฉะนั้นช่วงเว้นจากการทำนาระหว่างเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นเวลากว่า 3 เดือน บรรดาเกษตรกรในหมู่บ้านต่างพากันหันมาประกอบอาชีพหาเงินในรูปแบบต่างๆ สุดแต่ใครจะถนัด ในส่วนของวีระพล เลือกอาชีพเดินสายเร่ขายเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ที่กลุ่มพ่อบ้านและแม่บ้านภายใต้กลุ่มผลิตหัตถกรรมพื้นบ้านด้วยเครื่องจักสานซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่าเพื่อนบ้านส่วนหนึ่งที่ยึดอาชีพนี้มีกำไรดี จึงตัดสินใจใช้รถจักรยานยนต์ที่มีอยู่มาต่อพ่วงรับเครื่องจักสานขายบ้าง และขายมากว่า 3 ปีแล้ว
"เครื่องจักสานแต่ละชิ้น คณะกรรมการกลุ่มจะเป็นผู้เสนอราคา โดยเอากำไรไม่มาก พวกผมนำไปบรรทุกจนเต็มรถพ่วง แยกย้ายกันออกเสี่ยงโชค แวะเวียนไปตามหมู่บ้านต่างๆ จากอีสานเหนือจนถึงเขตอีสานใต้ หากสินค้าขายหมดที่ใดก็จะย้อนกลับไปบ้านพร้อมกับนำเงินต้นทุนส่งให้กรรมการกลุ่ม จากนั้นก็จะรับสินค้าออกมาเร่ขายใหม่อีก ในแต่ละเที่ยวจะได้กำไรเที่ยวละกว่า 1 หมื่นบาท กว่าจะถึงหน้าทำนาอีกก็มีเงินเก็บ 5-6 หมื่นบาท" วีระพล กล่าว
วีระพล บอกอีกว่า แม้การเร่ขายเครื่องจักสานจะเป็นการห่างบ้านห่างเรือนคราวละหลายวัน ทำให้ชีวิตเหมือนดั่งนกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั่น อาศัยบ้านผู้นำหมู่บ้านรวมถึงวัด แต่สิ่งหนึ่งที่ได้มาคือประสบการณ์ หมู่บ้านไหนไม่เคยย่างก้าวเข้าไปก็ได้ไป ได้รู้จักกับคนถิ่นอื่นมากมาย
ก็เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งที่วีระพลบอกว่า คนเราถ้าขยันทดทน ไม่เลือกงาน รู้จักพอเพียง ถือเป็นแนวทางอันประเสริฐสำหรับการดำรงชีพในยุคเศรษฐกิจกำลังตกต่ำอย่างปัจจุบัน และไม่มีทางที่จะตกงานด้วย
"กฤษณะ วิลามาศ"



