
แนะรัฐเจรจาซื้อไลเซ่นบ.ยาอุ้มคนไทยเข้าถึงยาจำเป็น
"ไปทำงานในทวีปแอฟริกาเจออุปสรรคและความยากลำบากต่างๆ มากมาย แต่ก็อยู่ได้เพราะรู้ว่า งานที่เราทำไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อช่วยคนอื่น ทำให้เรามีความสุข การได้ช่วยชีวิตคนเป็นความสุขที่ยั่งยืน จึงมีกำลังใจทำงานมาจนถึงทุกวันนี้"
ศ.ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดีเกียรติคุณ คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2552 บอกเล่าถึงรางวัลชีวิตที่ได้รับจากการทำงานคิดค้นยาต้านเอดส์และการไปบุกเบิกก่อตั้งโรงงานผลิตยาต้านเอดส์ในประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาให้แก่อาจารย์ นักศึกษาคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต
หลังเสร็จสิ้นการปาฐกถาพิเศษ "อาจารย์กฤษณา" ได้ให้โอกาส "คม ชัด ลึก" สัมภาษณ์พิเศษ โดยเจ้าของรางวัลแมกไซไซปีนี้บอกถึงระบบสาธารณสุขในความฝันของเธอว่า "อยากให้ทุกคนไม่ว่าคนจนหรือคนรวยเข้าถึงยาเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ได้ต่อสู้มาโดยตลอด เพราะขณะนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทำให้โรคเปลี่ยนแปลงไปด้วย ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ ทำให้โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่าโรคอื่นๆ แตกต่างจากสมัยก่อนที่คนไทยตายเพราะโรคหัวใจ โรคความดัน แต่ปัจจุบันยารักษาโรคมะเร็งมีราคาแพงมาก กระทั่งไทยต้องใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตร (ซีแอล) กับยามะเร็งหลายตัว ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากสามารถเข้าถึงยาได้"
"อาจารย์กฤษณา" ห่วงว่าอนาคตเมื่อถึงจุดหนึ่งประเทศไทยจะไม่มีเงินพอซื้อยาที่ติดสิทธิบัตรทั้งหมดให้แก่ผู้ป่วยโรคร้ายต่างๆ เช่น ยารักษาผู้ป่วยเอดส์ เมื่อใช้ยาสูตรเดิมไปได้ระยะหนึ่ง ผู้ป่วยเอดส์จะกินยาสูตรเดิมไม่ได้เพราะมีปัญหาดื้อยา จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ยาสูตรใหม่ แต่ยาเอดส์มีราคาแพงและประเทศไทยไม่มีเงินพอซื้อยาให้แก่ผู้ป่วยเอดส์ทุกคน
ดังนั้น รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ควรสำรวจว่าคนไทยจำเป็นต้องใช้ยาอะไรบ้าง และยาเหล่านี้มีราคาแพงหรือไม่ หากรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ก็ควรคิดหามาตรการอื่นๆ รองรับ เช่น การเจรจาขอซื้อใบอนุญาต (ไลเซ่น) จากบริษัทยาในต่างประเทศ ส่วนการใช้ซีแอลควรเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะการใช้ "ซีแอล" เป็นการให้โดยถูกบังคับ แต่การซื้อ "ไลเซ่น" เป็นการให้โดยสมัครใจ
นอกจากนี้ เธอยังฝันอยากเห็นบริษัทยาข้ามชาติมาถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาให้แก่ประเทศไทยโดยไทยเสียค่า "ไลเซ่น" ให้แก่บริษัทยาในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะพบกันครึ่งทาง อย่าให้ไทยใช้มาตรการรุนแรงเพราะไทยไม่ได้อยากใช้ เนื่องจากเกรงมาตรการกีดกันทางการค้า รัฐบาลและสธ.ในฐานะผู้กำหนดนโยบายควรไปเจรจาต่อรองกับบริษัทยาข้ามชาติขอซื้อ "ไลเซ่น" จากบริษัทยาในต่างประเทศก่อน ที่สำคัญไม่อยากให้บริษัทยามองว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานไม่เจริญ เพราะทั้งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัทยาในไทยมีศักยภาพมากพอที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้
กระนั้น "อาจารย์กฤษณา" มองว่า ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาขอซื้อ "ไลเซ่น" หรือใช้ "ซีแอล" เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดและเป็นงานสุดหินของรัฐบาลและสธ. เพราะเป็นเรื่องของ "มนุษยธรรม" กับ "ธุรกิจ" เป็นการมองกันคนละมุมและต่างมีเหตุผลของตัวเอง ในแง่มนุษยธรรมนั้นยาเป็นปัจจัยสี่ที่ทุกคนต้องใช้ ไม่ว่าคนจนหรือคนรวยควรมีโอกาสเข้าถึงยาโดยเท่าเทียมกัน อีกทั้งงบวิจัยและพัฒนายาของบริษัทยาส่วนหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งงบนี้มาจากภาษีของประชาชน ขณะที่ธุรกิจยาให้เหตุผลต้องใช้เงินมหาศาลในการพัฒนาและวิจัยยา
"ไทยมีศักยภาพผลิตยาได้หมด แต่ทำได้ยากเพราะติดสิทธิบัตร ดิฉันเองผลิตยาเอดส์มาแล้ว ผู้ป่วยเข้าถึงยาหมดแล้ว ถ้ายังอยู่ในไทยจะผลิตยามะเร็ง แต่ออกจากไทยไปแอฟริกาตั้งแต่ 7 ปีก่อน ตอนนี้หมดหน้าที่แล้ว การทำงานยึดหลักทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในวันนี้เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีพรุ่งนี้หรือเปล่า มีอุดมการณ์ชัดเจนและมุ่งมั่นทำงานเพราะอุปสรรคนั้นมีเสมอ ถ้าเราทำให้ดีที่สุดแล้ว แม้มีอุปสรรคแค่ไหนก็จะเห็นแสงสว่าง เมื่อปี 2545 ไม่มีใครคิดว่าจะมีโรงงานผลิตยาต้านเอดส์ในป่าคองโก ตอนนี้มีแล้วและเกิดขึ้นหลายแห่งในทวีปแอฟริกา กระทั่งผอ.ยูเอ็นเอดส์บอกว่าควรให้ประเทศต่างๆ ผลิตยาต้านเอดส์เอง สมัยก่อนไม่มีใครคิดแบบนี้ แต่งานที่ทำออกมา ทำให้มีคนบอกว่าประเทศตะวันตกยากจนแล้วไม่มีเงินจะบริจาค เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ประเทศกำลังพัฒนาผลิตยาต้านเอดส์เอง" อาจารย์กฤษณา บอกทิ้งท้าย
"เภสัชกรยิปซี"คนนี้ไม่ใช่แค่นั่งฝันเท่านั้น แต่เธอทำเป็นแบบอย่างให้เห็นออกเดินทางแบ่งปัน "ความรัก" และ "ความรู้" ให้แก่โลก สมดังคำปาฐกถาพิเศษของเธอที่ว่า "การสอนคนที่ดีที่สุดคือการทำให้ดู"
0ธรรมรัช กิจฉลอง/เรื่อง
ประชาสัมพันธ์ม.รังสิต/ภาพ0



