
การศึกษา"สร้างคน"คน"สร้างชาติ" (จบ)
บริบทของภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ ต้องยอมรับว่าในอดีตการศึกษามองจากตัวเองออกไปภายนอก ว่าควรผลิตบุคลากรสาขาใด จำนวนเท่าใด โดยเฉพาะเปิดหลักสูตรที่เป็นกระแสสังคม จึงทำให้หลักสูตรไม่ยั่งยืน ส่งผลให้คนล้นงานก็มีให้เห็น เป็นการสูญเปล่าของการจัดการศึกษา
ณ วันนี้ ผู้ใช้บุคลากรมีองค์กรที่เป็นตัวแทนในสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีเครือข่ายถึง 39 สาขาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย ซึ่งอยู่ในองค์ประกอบของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) น่าจะเป็นผู้ให้ข้อมูลความต้องการระยะสั้น ระยะยาวของบุคลากรระดับต่างๆ สาขาต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมและบริการได้อย่างใกล้เคียง
สำหรับหน่วยงานผู้เก็บสถิติตัวเลขเกี่ยวข้อง ความต้องการพัฒนาคนในชาติมีมากมายหลายแห่ง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากบูรณาการข้อมูลให้เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชนข้างต้น จะทำให้ได้ "ตัวเลข" และ "ความต้องการ" ให้สถาบันการศึกษานำไปปรับแผนการพัฒนาคนให้แก่ชาติได้อย่างไม่สูญเปล่ากับ "การลงทุน" ในการ "สร้างคน"
สถานประกอบการที่เป็น Real Sector ควรได้เปิดโอกาสให้ "มีส่วนร่วม" ในการจัดการศึกษา ทั้งการเข้ามามีส่วนในการ "ร่างหลักสูตร" เป็น "กรรมการสภามหาวิทยาลัย" ให้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ให้ครูอาจารย์ไปฝึกหาประสบการณ์วิชาชีพ หรือ "ร่วมทำวิจัย" ให้นักศึกษาเข้ารับ การดูงาน ฝึกงาน หรือทำงานใน "ระบบสหกิจศึกษา" บุคลากรสาขาใดที่ขาดแคลนให้มหาวิทยาลัยจัด "หลักสูตรเป็นพิเศษ" โดยสนับสนุนงบประมาณทั้งครุภัณฑ์และค่าใช้จ่าย จะยั่งยืนกว่าการที่รัฐให้งบประมาณไปจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางให้แก่ภาคเอกชนจัดกันเอง
หากสามารถ "มีส่วนร่วม" การจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ประเด็นการกล่าวหาระหว่าง "ความต้องการ" กับ "คุณภาพของบุคลากร" จะมีช่องว่างน้อยลง
มุมมองดังกล่าวข้างต้น มุ่งหวังให้การศึกษาของชาติเป็นเป้าหมายในการ "สร้างคน" ไปพัฒนาชาติให้ถูกทาง เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศให้แข่งขันได้ การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบเป็นสิ่งจำเป็น แต่การปฏิสังขรณ์ส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมก็ต้องตระหนัก รัฐพึงเน้นงานด้านการศึกษาจริงจัง โดยเฉพาะอุดมศึกษาไทยที่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 และแผนพัฒนาฯ อุดมศึกษาระยะยาว (2551-2565) กับทั้งมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรอบอยู่แล้ว การกำหนดนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคการเมืองที่มีโอกาสมาบริหารกระทรวงศึกษาธิการพึงต้องเหลือบดู พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 และแผนที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาไทย แล้วต่อยอดในสิ่งที่เพิ่มพลังคุณภาพในส่วนที่ดีกว่าเข้าไป การขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศจะได้เร็วขึ้น
กลุ่ม จี10 กลุ่มประเทศเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ในอีก 25 ปีข้างหน้าจะตกอันดับ ในการคุมเศรษฐกิจโลกด้วยมูลค่า จะถูกกลุ่ม BRIC หรือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน แซงหน้าด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 2 ใน 3 ของโลก
ทำอย่างไรประเทศไทยจึงจะเป็นตัวแทนจากเอเชียอาคเนย์เข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging economy) โดยมี “T” ผนวกเข้าไปเป็น BRICT ก็คงต้องพิจารณาเงื่อนไขของการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินนี้ให้เกิด “นวัตกรรม” เพื่อสร้างชาติให้ก้าวหน้า สอดคล้องกับสโลแกนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) “บัณฑิตมีคุณภาพ พัฒนาชาติยั่งยืน” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
0 ดร.วิชัย พยัคฆโส 0
คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
[email protected]



