
ประเมิน
สำหรับผู้สนใจ ฝึกจิต จะมากจะน้อยก็มีระยะหนึ่ง ครั้งหนึ่ง (หรือหลายครั้ง) ที่เกิดความลังเล สงสัยว่า ตนเองมีความก้าวหน้า หรือล้าหลัง อย่างไร หรือเพียงใดแล้ว ซึ่งจะว่าไป ก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้เริ่มต้น ไม่ว่าเขา (หรือเธอ) ผู้นั้น จะ ก้าวหน้า หรื
เช่นเดียวกับ “นักเดินทาง” มีไม่น้อยที่ต้องถามเส้นทาง หรือต้องสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้อื่น ในระหว่างทาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ที่ตนเชื่อว่า “รู้จริง”
น้อยคนนักที่จะถือเอาการเดินทางเป็นการเรียนรู้ เพื่อเก็บซับประสบการณ์ จากสิ่งที่ตนประสบ หรือค้นพบ ระหว่างการผ่านทาง
ด้วยว่า ผู้คนจำนวนมาก ต่างผูกพันตนเองไว้กับ “เป้าหมาย” และ “เวลา” ด้วยความคาดหวังใน “ความสำเร็จ” อย่างที่มีผู้อื่นรับรอง
บนเส้นทางสายภาวนา แม้หลายคนจะทราบดีว่า ความลังเลสงสัย ถือเป็น “เครื่องถ่วงรั้ง” ชนิดหนึ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาคำตอบชนิดไกลตัว
เป็นคำตอบมาจากผู้ที่ตน “เชื่อว่ารู้” แม้ตนเองไม่อาจยืนยันได้ว่า คำตอบนั้น “จริง” หรือไม่ก็ตาม
นี่ออกจะเป็นเรื่องตลกร้าย ชนิดหัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก…มิใช่หรือ?
ด้านหนึ่ง “นักภาวนา” แสวงหา “ความหลุดพ้น” จากกิเลสเครื่องร้อยรัด เพื่อเป็น “อิสระ” จาก โลภ โกรธ หลง
แต่อีกด้านหนึ่ง เขา (หรือเธอ) ก็อดมิได้ที่จะต้องถามใครต่อใครว่า…กิเลสฉันเบาบางไปบ้างหรือยัง? หรือ… ฉันเดินทางมาไกล “แค่ไหน” แล้ว?
ทั้งๆ ที่เขา (หรือเธอ) ก็รู้ดีว่า การมัวถามไถ่ เป็นการเสียเวลาของการก้าวไป ไม่น้อยไปกว่าการถอยหลัง แต่อย่างใดเลย
ถึงอย่างนั้น หลายคนยังอดมิได้ สำหรับการมีที่ปรึกษา หรือมีตำราเป็น “เครื่องปลอบใจ”
บางคนกล่าวไว้น่ารับฟัง ว่าโดยพื้นฐาน คนไทยมักขาดทักษะในการ “ประเมินผล” ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก ระดับกลุ่ม ระดับชุมชน หรือระดับสังคมก็ตาม
ด้วยเหตุว่า นอกจากคำตอบที่มุ่งหวัง “อย่างที่ตั้งใจ” แล้ว พวกเรายังมี “กลไกการป้องกันตัว” โดยโยนความผิด หรือความรับผิด ไปให้ผู้อื่นอยู่เสมอ ในวัฒนธรรม “บ่น” และ “นินทา” ที่ยังคงรักษาไว้ อย่างเข้มข้น และยาวนาน คู่กับประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์
พวกเรา “บ่น” เพื่อผ่อนเบาความรับผิด ขณะที่นินทา เพื่อคลี่คลายความอึดอัด ที่เรามีต่อ “คนอื่น” ที่เราไม่สามารถ “จัดการ” ใดๆ ได้ ไม่ว่าต่อหน้า หรือลับหลัง
วัฒนธรรม “บ่น” และ “นินทา” นี้เอง ที่ช่วยให้เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ โดยแทบมิต้องรับผิดชอบอะไรเลย
เพราะเมื่อมีปัญหามากระทบ เราก็เริ่มบ่นโน่นนี่ พร้อมๆ ไปกับการนินทาว่าร้าย ทั้งคนใกล้คนไกล โดยเราแทบไม่ต้อง “รับผิดชอบสิ่งใด” ให้เปลืองตัว ขณะเดียวกัน หากคนถูกนินทาจับได้ไล่ทัน เราก็พร้อมจะรับผิด ชนิดปัดสวะให้พ้นตัว หรือขอไปทีเอาดื้อๆ โดยคนคนนั้นก็พร้อมจะกล่าวว่า “ไม่เป็นไร” (เผื่อไว้ถึงคราวตนเองโดนบ้าง จะได้ไม่ถูกตามล้างตามเช็ด)
ต่างกันแต่ในทางธรรม หรือบน “ภาวนาวิถี” มิอาจพร่ำบ่นปนนินทา หรือว่าร้ายเพื่อให้ “การปฏิบัติธรรม” ถึง “เป้าหมาย” โดยปัญหาต่างๆ ผ่านพ้นจนลุล่วงไปได้
ผู้ปฏิบัติธรรม มีแต่จะต้อง “เผยธาตุแท้” และ “ยอมรับความจริง” ถึง “ข้อจำกัดต่างๆ” ที่ “ตนมี” หรือ “ตนเป็น” ออกมาให้มากที่สุด และใช้ “อุปายโกศล” หรืออุบายอันเป็นกุศล ขจัดปัดเป่า หรือขัดเกลาตนเองให้ถึงที่สุด
ซึ่งหากกล่าวโดยตรงไปตรงมาแล้ว แม้แต่ครูบาอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน ในฐานะ “วิปัสสนาจารย์” ของผู้ฝึก ก็ใช่ว่าจะเป็นเจ้ากี้เจ้าการแก้ไข หรือปรับปรุงสิ่งใดให้ “ศิษย์” ได้ทั้งหมด หากเจ้าตัวไม่ยอมปลดเงื่อนปมด้านในของตนเอง
การ “ประเมินผล” โดยรอบคอบรอบด้าน จึงเสมือนด่านสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายให้แก่นักภาวนา ว่าตนเองจะก้าวหน้า หรือล้าหลัง บนเส้นทางสายดับทุกข์
ประเมินถูกก็ก้าวหน้า ประเมินผิดก็กลายเป็นย่ำเท้าอยู่กับที่ มิหนำซ้ำถึงตาร้ายก็จะกลายเป็นถอยหลังเข้าคลองเอาเลย
การประเมินผลสำคัญแค่ไหน นักภาวนาลอง “ประเมิน” เอาเองก็แล้วกัน
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"



