ไลฟ์สไตล์

“สุขภาพดี”ด้วย “บ้านปลอดบุหรี่”

“สุขภาพดี”ด้วย “บ้านปลอดบุหรี่”

13 ม.ค. 2560

ชวนพ่อแม่ผู้ปกครองมอบ “สุขภาพดี” เป็นของขวัญเด็กไทย ด้วย “บ้านปลอดบุหรี่”

‘สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี’  เผย 1 ใน 5 เด็กไทยได้รับพิษภัยบุหรี่มือ 2

 

            สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยผลสำรวจในผู้ป่วยเด็กที่มารับบริการที่สถาบันสุขภาพเด็กฯพบข้อมูลเด็กไทย 1ใน 5 ได้รับพิษภัยจากควันบุหรี่ภายในบ้าน และ 1 ใน 2 ของเด็กมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในอนาคต พร้อมเปิดโมเดลความสำเร็จในการดำเนินงาน “บ้านปลอดบุหรี่”

       หลังจับมือกับโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลต้นแบบ 10 พื้นที่ทั่วประเทศทำงานเชิงรุกรณรงค์ให้ประชาชนโดยเฉพาะพ่อแม่และผู้ปกครอง ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ภายในบ้าน เพื่อมอบสุขภาพดีอย่างยั่งยืนเป็นของขวัญปีใหม่และของขวัญวันเด็กให้แก่เด็กไทยทั่วประเทศ

            นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า สถาบันสุขภาพเด็กฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมโครงการ “บ้านปลอดบุหรี่” มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เพราะตระหนักถึงพิษภัยของควันบุหรี่มือสองที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก เพราะจากการสำรวจข้อมูลพ่อแม่ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาตรวจรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯพบว่า ร้อยละ 82 ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่มีการสูบบุหรี่ในบ้าน

     “โครงการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี : ขยายเครือข่ายในการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่สู่ชุมชน เป็นการดำเนินงานในระยะที่ 3 เพื่อปกป้องสุขภาพของเด็กไทยในเชิงรุก ภายใต้ความเชื่อว่า สุขภาพที่ดีเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำให้เกิดได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นจากที่บ้าน เริ่มตั้งแต่เด็ก การทำให้บ้านที่เด็กอาศัยอยู่ให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการมีสุขภาพดีของเด็ก โดยร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่าย 10 แห่ง เพื่อขยายผลการดำเนินงานลงสู่ชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรณรงค์เพื่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพแบบยั่งยืนในประเด็น บ้านปลอดบุหรี่คือ การไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ไม่สูบบุหรี่ใกล้เด็กและคนท้อง ซึ่งผลสำรวจสถานการณ์บ้านปลอดบุหรี่ในผู้ป่วยเด็กที่มารับบริการใสสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 1,022 ครอบครัว ซึ่งเป็นชุมชนเมือง พบว่าเด็กไทย 1 ใน 5 หรือร้อยละ 21.7 ได้รับพิษภัยจากบุหรี่มือสองภายในบ้าน และเกือบ  1 ใน 2 คิดเป็นร้อยละ 45.7 ของเด็กยังเติบโตขึ้นมากับความเสี่ยงในการมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ในอนาคต”

      แพทย์หญิงนัยนา ณีศะนันท์ ประธานโครงการ กล่าวว่า สถาบันสุขภาพเด็กฯ ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนและขยายผลโครงการบ้านปลอดบุหรี่ตลอดระยะเวลา 9 ปี พบว่าได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวของสังคมไทยต่อ “บุหรี่มือสอง”นอกจากนี้ยังพบว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่โดยนำเอาประเด็นของ “ความรักและความปรารถนาดี” ที่มีต่อลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวมาเป็นเครื่องมือสร้างความรู้ความตระหนัก และความเข้าใจ ทำให้สมาชิกในครอบครัวปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการสูบในบ้าน ออกไปสูบนอกพื้นที่บ้าน จนกระทั่งสามารถลดละเลิกได้ ขณะนี้เป็นการทำงานระยะที่ 3 เป็นการขยายเครือข่ายในการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่สู่ชุมชน 10 แห่ง

     โดยผลการดำเนินงานในชุมชนนำร่อง 1,441 หลังคาเรือน มีผู้สูบุหรี่ในบ้านร้อยละ 13  และเป็นการสูบที่มีเด็กหรือคนท้องอยู่ในบ้านถึงร้อยละ 60 แต่ภายหลังการรณรงค์บ้านปลอดบุหรี่ พบว่าผู้สูบบุหรี่ออกไปสูบนอกพื้นที่บ้านร้อยละ 40 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีเด็กและคนท้อง พบว่าสมาชิกในครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงของการพฤติกรรมการสูบ เกิดสถานการณ์บ้านปลอดบุหรี่เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 60 จนกระทั่งสามารถลดละเลิกได้เป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 6 จากกลุ่มตัวอย่าง

       “โมเดลในการทำงานร่วมกับชุมชนในระยะที่ 3 ผ่านโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นผู้ลงไปติดตามและกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องบ้านปลอดบุหรี่ถึงในระดับครัวเรือนอย่างสม่ำเสมอ ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนต่อพฤติกรรมของการสูบบุหรี่ภายในบ้านหรือแม้กระทั่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนได้มากที่สุด ซึ่งสามารถนำแนวทางการดำเนินงานต่างๆ เหล่านี้ไปขยายผลสร้างบ้านปลอดบุหรี่เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของเด็กไทย เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนไทยที่ไม่สูบบุหรี่ภายในบ้าน เกิดเป็นชุมชนไม่สูบบุหรี่ในบ้านและสูบบุหรี่ให้ห่างไกลจากเด็ก ที่สามารถขยายผลไปสู่การลด ละ เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทย รวมไปถึงป้องกันการเกิดขึ้นของนักสูบหน้าใหม่อย่างได้ผลและยั่งยืน”

      ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงโครงการบ้านปลอดบุหรี่ว่า ปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่ ลด ละ เลิก พฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้นั้น จะต้องเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งในหลายประเทศดัชนีของการไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านนั้นถือเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของการดูแลรักษาสุขภาพของประชากรในประเทศ

     “การไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านนั้นจะเกิดผลดีที่เห็นได้ชัดอยู่ 4 ข้อคือ หนึ่งตัวของผู้สูบก็จะสูบบุหรี่น้อยลง สองคนในครอบครัวก็จะไม่ได้รับพิษภัยจากควันบุหรี่มือสอง สามเด็กจะปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสองที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และสุดท้ายคือผู้ที่สูบบุหรี่เองจะมีแนวโน้มที่จะเลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากข้อมูลการทำงานของโครงการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ที่พบว่าผู้ปกครองสูบบุหรี่ภายในบ้านลดลงเมื่อได้รับความรู้ ข้อมูล การติดตาม และกระตุ้นจากเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวโน้มที่ดีของสถานการณ์บุหรี่ในครอบครัวไทย ที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันขยายผลการดำเนินงาน และร่วมกันสร้างค่านิยมการไม่สูบบุหรี่ภายในบ้านออกไปทั่วประเทศให้มากยิ่งขึ้น”

     สำหรับวาระโอกาสการขึ้นปีใหม่และวันเด็กในปีนี้ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครอง และคนไทยทุกคนร่วมมอบของขวัญชิ้นสำคัญให้กับเด็กไทย ด้วยการสร้าง “บ้านปลอดบุหรี่” ให้บ้านของเด็กไทยทุกคนห่างไกลและปลอดภัยจากควันบุหรี่ เพื่อร่วมกันสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับลูกหลานของเราที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต.

​