
ม.44 ยุบรวมอ.ก.พ.ศธ.จาก5เหลือคณะเดียว
ม.44 ยุบรวมอ.ก.พ.ศธ.เหลือคณะเดียว จากเดิม 5 คณะ พร้อมตั้งตำแหน่ง ศธภ.เทียบระดับ 10 จำนวน 12 ตำแหน่ง ตั้งรองศธภ.เทียบระดับ 9 อีก 12 ตำแหน่ง ใช้วิธีเกลี่ยอัตรากำล
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่า ปัจจุบัน ศธ.มี อ.ก.พ.กรมที่ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวง จำนวน 5 คณะตามกฎหมาย ว่าด้วย ระเบียบบริหาราชการกระทรวงศึกษาธิการ แต่การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้การบริหารงานบุคคลของ ศธ.มีความแตกต่างและไม่เป็นเอกภาพ
นอกจากนี้ การบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอัตรากำลัง และการกำหนดตำแหน่งศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และรอง ศธภ. เพื่อรองรับการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องกำหนดให้ ศธ.มี อ.ก.พ. ขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวง เพียงคณะเดียว และให้มีการเกลี่ยอัตรากำลัง ใน ศธ.เพื่อกำหนดตำแหน่งและแต่งตั้งเป็น ศธภ.12 ตำแหน่ง เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งประเภท บริหารระดับสูง และมีตำแหน่งรอง ศธภ.12 ตำแหน่ง เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น
อ.ก.พ.กระทรวง ที่ตั้งตามคำสั่งนี้ ประกอบด้วย รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ปลัด ศธ.เป็น รองประธาน มีอนุกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนในสำนักงาน ก.พ. 1 คน มีอนุกรรมการซึ่งประธานแต่งตั้ง จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ และด้านกฎหมาย
ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถแล้ว และไม่ได้เป็นข้าราชการใน ศธ.จำนวนไม่เกิน 3 คน และอนุกรรมการซึ่งประธานแต่งตั้งจาก ข้าราชการพลเรือน ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงใน ศธ. โดยให้คัดเลือกกันเองจากข้าราชการพลเรือนผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จำนวนไม่เกิน 5 คน และให้อ.ก.พ.กระทรวง ตั้งเลขานุการ 1 คน
โดยให้ อ.ก.พ.กระทรวงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 16 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และที่กำหนดในกฎหมายอื่น หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาหรือเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และจำนวนขั้นต่ำของอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการตามกฎ ก.พ.ได้ ให้ ศธ.ทำความตกลงกับ ก.พ. และให้สำนักงานปลัด ศธ.รับผิดชอบงานธุรการของกระทรวง
ทั้งนี้การใดที่อยู่ในระหว่างดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.พ.กรม ของสำนักงานปลัด ศธ.,สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.),สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.),สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่อ.ก.พ.กระทรวงอยู่ ก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับให้ อ.ก.พ.กระทรวง ตามคำสั่งนี้เป็นผู้ดำเนินการต่อไป และให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานอื่นใด ซี่งอ.ก.พ.กรม ที่ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวง แต่งตั้งไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า อ.ก.พ.กระทรวง ตามคำสั่งนี้จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 10 มกราคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ผ่านมาแต่ละองค์กรหลัก จะมี อ.ก.พ.กรม ทำหน้าที่แทน อ.ก.พ.กระทรวง ส่งผลให้การบริหารงานบุคคลของ ศธ.ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันเนื่องจากแต่ละหน่วยงานจะพิจารณาบุคลากรของตนเอง ดังนั้น เพื่อให้การบริหารงานบุคคล ศธ.เป็นเอกภาพจึงให้ตั้งอ.ก.พ.กระทรวง เหลือคณะเดียว



