ไลฟ์สไตล์

"ปิดบัญชี" ต้องได้ดอกเบี้ย

"ปิดบัญชี" ต้องได้ดอกเบี้ย

25 ส.ค. 2552

เพื่อนฟอร์เวิร์ดเมลมาให้ ผมไม่เคยรู้และไม่เคยลองทำเหมือนกัน อยากทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

หากต้องการถอนเงิน โดยจะไม่ใช้บัญชีนี้อีกต่อไปแล้ว ห้ามเบิกเงินแค่ที่มีในบัญชี ให้ใช้วิธีไม่กรอกตัวเลข แต่เขียนปิดบัญชีเพียงเท่านี้ ธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ยคุณ 6 เดือน วิธีนี้เป็นวิธีที่ธนาคารไม่พยายามบอกคนฝากเงิน เพราะธนาคารจะเสียเปรียบ แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นบัญชีออมทรัพย์ ถ้าเป็นบัญชีฝากประจำจะไม่ได้ดอกเบี้ย เพราะถือว่าฝากไม่ครบตามกำหนด แต่ถ้าบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ หรือที่เรียกว่า savings (สะสมทรัพย์) ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยให้ทุกวันตามยอดเงินที่มี เข้าๆ ออกครบ 6 เดือนครั้ง ก็จะมีดอกเบี้ยเข้าบัญชีมาให้
 ดังนั้นถ้าใครปิดบัญชี ธนาคารก็ต้องคิดดอกเบี้ยมาให้ด้วย ส่วนมากประชาชนจะไม่รู้ก็จะถอนเงินแค่จำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชี แล้วก็ทิ้งสมุดไว้ ตรงนี้แหละที่ธนาคารจะได้กำไร เพราะพอทิ้งสมุดไว้นานๆ บัญชีก็จะถูกปิดไปเอง และเดี๋ยวนี้ธนาคารส่วนมากจะกำหนดให้ในบัญชีจะต้องมีเงินเหลืออยู่อย่างน้อย 500 บาท (ประมาณนี้) หากขาดการเคลื่อนไหวนานเกิน 3-6 เดือน ก็จะเริ่มหักค่ารักษาบัญชีประมาณ 50 บาท
 ที่บอกมาทั้งหมดนี้เป็นผลประโยชน์ของผู้บริโภค แต่ส่วนมากมักจะไม่ชอบไปธนาคารแต่จะถอนเงินทางตู้เอทีเอ็ม แล้วก็คิดว่าที่เหลือแค่เศษสตางค์ พอเจ้าของบัญชีขาดการติดต่อ ธนาคารก็จะหักค่ารักษาบัญชี แต่ถ้าเงินไม่พอบัญชีก็จะปิดเองตามระเบียบ
คนฟอร์เวิร์ดเมล
หมายเหตุ
 สอบถามธนาคารมาแล้ว ทุกธนาคารมีหลักเกณฑ์เดียวกันคือ เจ้าของบัญชีต้องนำสมุดบัญชีพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปแจ้งปิดบัญชีที่เคาน์เตอร์ของธนาคารตามสาขาที่เปิดบัญชีไว้
 กรณีปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์ ธนาคารจะทำการคำนวณดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศให้แก่ลูกค้าจนถึงวันที่ปิดบัญชี
 ฉะนั้น หากลูกค้าไม่ได้ทำการปิดบัญชีให้ถูกต้อง ลูกค้าก็จะไม่ทราบว่าจะได้รับดอกเบี้ยหลังจากปิดบัญชีแล้ว ส่วนความเข้าใจที่ว่ากดเงินออกจากบัญชีจนหมดและไม่ได้บัญชีนี้อีก คือ การปิดบัญชีนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะธนาคารก็จะไม่ทราบว่าเป็นเจตนาของลูกค้าที่ต้องการยกเลิกบัญชีนั้นๆ
ลุงแจ่ม