
เล่นหูเล่นตา-ชีพจรลงท้อง
เมื่อก่อนฉันไปเชียงใหม่ด้วยเหตุผลของงาน บางครั้งก็หัวใจ (คิดไปเอง) แต่ทุกวันนี้เหลือเหตุผลเดียวที่ทำให้ไปแล้วไปอีกไม่รู้จักเบื่อ ไปกิน!
12 สิงหาคมที่ผ่านมา ฉัน กับ โก้ มิสเตอร์แซกแมน ไปร้องเพลงในสวนสัตว์ ไม่แปลกหรอกสำหรับหน้าอย่างเราสองคนพี่น้องดูกลมกลืนกับพวกที่อยู่ในกรงจะตาย! มีคนมามุงดูและถ่ายรูปกลายเป็นคู่แข่งของสองแม่ลูกขนปุยคู่นั้น เสร็จงานก็ไปหาอะไรกินตามประสาคนขี้ตะกละ คนอย่างพวกเรานี่แหละทำให้เศรษฐกิจคึกคักเพราะจ้องจะบริโภคท่าเดียว
ร้านที่ไม่เคยพลาดคือ ร้านเจี่ยท้งเฮง ร้านอาหารจีนที่มีตั้งแต่แนวข้าวต้มกุ๊ยไปจนถึงอาหารเหลาชั้นดีที่ราคาปานกลาง “หมูหันฮ่องกง” ที่ย่างแล้วหั่นมาแบบหนังติดเนื้อ ไม่ใช่แล่เอาเฉพาะหนังอย่างที่มีขายตามร้านทั่วไป เครื่องปรุงที่หมักหมูจะติดมากับเนื้อ ตอนจิ้มน้ำจิ้มซีอิ๊วหวานข้นๆ หอม อร่อย จนลืมสงสารลูกหมูไปเลย จานนี้โก้ขอผ่านเพราะสงสารจับใจ อดกินไปแล้วกันนะ!
หมูสามชั้นต้มผักกาดดองที่นี่ก็ล้ำเลิศ จะกินทั้งทีต้องลืมคำว่า “กลัว” ไม่ว่าจะกลัวคอเลสเตอรอลสูง กลัวไขมันจุกอกตาย กลัวอ้วน กลัวไม่มีผัว จงลืมความกลัวแล้ว ตั้งมั่นที่ความอร่อย เอาน่า...นานๆ ที เดี๋ยวค่อยไปอดไปลดทีหลัง (ทั้งกะปี พูดแบบนี้จนไม่มีเอว แถมพุงพลุ้ยยังกะมีนม 4 เต้า ก็ยังไม่สำนึก) พี่สาวของฉันติดใจ หอยทรายผัดไข่ กับ เห็ดหูหนูผัดไข่ ส่วนฉันชอบ ตีนเป็ดผัดหน่อไม้กระป๋องน้ำแดง รสชาติเหมือนที่แม่ทำให้กินที่บ้าน หลานชายฉันชอบ สั่งไก่ดำตุ๋นยาจีน กินแล้วบำรุงร่างกายแบบที่คนจีนเขาเชื่อกัน กับข้าวอะไรที่กินกับข้าวสวยได้ ฉันชอบทุกอย่างในร้านนี้ ถ้ามาแล้วไม่ได้แวะ ตอนกลับกรุงเทพฯ จะนอนท้องอืดและฝันร้ายไปหลายวัน เพราะขัดใจไม่ได้กินของอร่อยในร้านโปรด
ตอนดึกฉันจะเผื่อท้องไว้กิน “ข้าวเหนียวเที่ยงคืน” บางคนก็เรียก “ข้าวเหนียวซ่อง” เพราะขายตอนใกล้เที่ยงคืน และตั้งอยู่ในละแวกสถานขายบริการทางเพศในอดีต (ตอนนี้ก็ยังมีอยู่บ้างประปราย) ป้าเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนแกหาบส้มตำขายแล้วก็มาขายอยู่หน้าบ้านเช่าที่เช่าอยู่ จนเกิดมีปัญหากับเจ้าของบ้านเช่า เขาหมั่นไส้ที่แกขายดิบขายดี จนมีเงินซื้อรถยนต์ด้วยเงินสดให้ลูกชาย แกจึงหาทำเลใหม่ ซึ่งก็คือ สถานที่ตั้งของร้านในปัจจุบัน เมื่อก่อนก็เช่าจนซื้อขาดด้วยเงินสด (อีกแล้ว) อาหารที่ขายก็คือ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกแดง ไข่ต้มยางมะตูม หมู 3 ชั้นทอดกรอบ ไส้ทอด ไก่ทอด ปลาทูทอด ไส้อั่วทอด เนื้อทอด ตับทอด ฯลฯ ใส่จานสังกะสีสีขาวขอบน้ำเงินใบเล็กๆ มา ราคาก็แสนถูก รู้แต่ว่ากินกันหลายคนจนท้องจะแตก จ่ายเงินไปไม่กี่ร้อย อ้อ…ลืมไป อย่ามาก่อนห้าทุ่มต่อให้ข้าวของพร้อมขายบางส่วน แกก็จะไม่ยอมขายให้ก่อนเวลา เพราะพอลูกค้าแห่กันมาจะทำไม่ทัน ดังนั้นจึงต้องเตรียมไว้จำนวนมาก เริ่มห้าทุ่มเศษไปจบแถวๆ ตี 2-3 หยุดวันอาทิตย์ เฮ้อ…ไม่รู้แกเอาเงินไปเก็บที่ไหน แล้วเอาเวลาที่ไหนไปใช้เงิน
บางวันเกิดดัดจริตอยากจะได้อารมณ์ฝรั่ง ฉันก็จะแวะไปร้านขายเบอร์เกอร์ที่ชื่อ “ไมค์ เบอร์เกอร์” (Mike Burger) อยู่ตรงหัวมุมแถวคูเมือง เบอร์เกอร์เนื้อ ไก่ หมู มีครบ แถมชิ้นใหญ่กว่ายี่ห้อดังๆ ที่อยู่ตามห้าง ราคาก็ถูกกว่า ตกอันละ 70 บาท แต่ใหญ่บึ้ม ล่าสุดมีเบอร์เกอร์มังสวิรัติด้วย เอากับเขาสิ! ฉันชอบนั่งกินตรงเคาน์เตอร์รอบๆ ครัวของเขา กินไปดูฝรั่งขี้นก หรือ ฝรั่งแนวๆ ที่มานั่งสั่งกินแล้วได้อารมณ์ยิ่งกว่า มาตั้งไกลต่างบ้านต่างเมืองก็ยังกลับไปกินอาหารประจำชาติคงจะเหมือนกับพวกเราไปต่างประเทศแล้วสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวแบบนั้นละมั้ง (ก็มันคิดถึงนี่นา)
“มด…หาขนมกินกันดีกว่า” โก้ ว่า
“เอาเจ้าไหนดี หน้าไนท์บาซาร์เอามั้ย เออ…มีอีกเจ้า ซื้อกินตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวพาไป”
ว่าแล้วมันขับรถพา ฉัน กับ โก้ มาหน้าวัด “มหาวัน” มีป้าย “ป้าเด โรตีท่าแพ” 08-1021-9496, (053) 271087 อยู่หน้าร้านที่เขียนด้วยลายมือเจ้าของร้าน “ป้าเด” ขายโรตีมากว่า 30 ปี เป็นลูกครึ่งปากีสถาน หน้าตาสวยเหมือนนางเอกหนังอินเดียสมัยก่อน แม้จะอายุมากแล้ว ฉันว่า ป้าเดเป็นแม่ค้าโรตีที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แถมโรตีก็ช่างละเมียดละไมเหมือนใบหน้าคนขาย สามีแกจะบรรจงซอยกล้วยหอมใส่ลงในโรตีห่อเป็นสี่เหลี่ยมทอดจนได้ที่ แล้วตัดเป็นชิ้นราดนม ฉันใช้ไม้จิ้มโรตีใส่ปาก กรอบนอก นุ่มใน หอมทั้งกล้วยและนมเนย โอ้…สวรรค์ อยู่ที่หน้าวัดนี่เอง อยากซื้อไปฝากเตี่ยกับแม่ แต่ท่าจะยาก ก็เลยซื้อโรตีกรอบแป้งบาง พับเป็นชิ้นๆ เคลือบน้ำตาลบางเบา กินแล้วลืมตัว…ลืมว่าตัวเองอ้วน!
พอนึกถึงของฝากที่เป็นขนม ฉันจะแวะไปร้าน “ต้องตา-ตะวัน เบเกอรี่” (053) 275438, 204631 อยู่ ถ.มหิดล หน้าเชียงใหม่แลนด์ เจ้าของร้านเป็นคนลงมือทำขนมเอง มีทั้ง เค้ก คุกกี้ บราวนี่ บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก พายบลูเบอร์รี่ พายไก่ พายมะพร้าว รสชาติฝรั้ง...ฝรั่ง ที่เริ่ดก็ตรงที่มีแบบแช่แข็งให้เอากลับมาเก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นเดือน ฉันชอบฟรุตเค้กที่ไม่อั้นเครื่องปรุงและส่วนผสม ซื้อที่กรุงเทพฯ เจ้าดังขนาดเดียวกัน 500 กว่าบาท ที่นี่แค่ 250 บาท รสชาติเหมือนกันเด๊ะ ในร้านมีใบประกาศเกียรติคุณจากกอร์ดองเบลอ ออสเตรเลีย ติดเต็มฝาผนังเป็นของลูกสาวเจ้าของร้านนั่นเอง แต่มิได้มีส่วนในการทำขนมของแม่แต่อย่างใด ...ไม่ต้องจบเมืองนอกก็ทำได้อร่อยกว่าคนจบเมืองนอกหลายคน ก็คนเขามีฝีมือนิ ฉันเลยหน้ามืดหอบมาซะเต็มที่!
ก่อนขึ้นเครื่องกลับ พวกเราแวะกินข้าวที่ร้าน “สวนผัก” (053) 904201 อยู่ใกล้สนามบินแค่ 5 นาที อาหารราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับร้านทั่วไปในเชียงใหม่ แต่พอเขายกมาเท่านั้นแหละ หุบปากไม่ทัน เพราะจานใหญ่ จานโต ใส่มาไม่ยั้ง คุณภาพล้นจาน แถมจัดมาอย่างสวยงามจนต้องถ่ายรูปเก็บไว้ ทั้งอาหารและภาชนะ ทุกอย่างมีผักเคียงมา ไม่ใช่ไก่กา ผักกาดแก้ว แตงกวาญี่ปุ่น มีแต่ผักไฮโซ บ้านๆ อย่ามา ไม่ได้ขึ้นโต๊ะ พวกเราสั่ง ต้มข่าไก่ แกงเลียง หลนเต้าเจี้ยว แกงไตปลา ข้าวยำ ยำถั่วพู ฯลฯ
เด็ดสุดจานสุดท้ายที่เกือบจะยกเลิกเพราะท้องจะแตกอยู่แล้ว! คือ ยำเนื้อ เนื้อนุ่มย่างกำลังดีรองด้วยผักกาดแก้วคลุกเคล้าน้ำยำกับหอมใหญ่ ต้นหอม มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น โรยด้วยใบสะระแหน่สดๆ ใบใหญ่ๆ ตักใส่ปากคำแรก น้ำตาจะไหล อร่อยอะไรอย่างนี้ ขนาดอิ่มจนตัวจะระเบิดแล้ว ยังอร่อยได้อีก …ชนะเลิศ!
ฉันแวะเดินเล่นในสวนสวยหลายแบบ ปลาคาร์พตัวโตลายและสี เหมือนได้รับการดูแลอย่างดี นึกในใจว่า…อยากอยู่ที่นี่…เหลือบมองดูเวลาที่ข้อมือ…จะตกเครื่องแล้วอีอ้วน…เผ่นเถอะ!
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



