
กล้วยตาก
กล้วยตากเมืองไทยเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการถนอมอาหารไว้กินนาน ๆ และไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ แต่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ ไม่เช่นนั้นอาจไม่ได้กล้วยตากที่สวยงามอย่างที่เห็นวางขายกันในตลาด แหล่งผลิตใหญ่ของประเทศน่าจะอยู่ที่พิษณุโลก ดังนั้นใครที่ไปพิษณุ
กล้วยที่ใช้ในการตากและเป็นที่นิยมของเมืองไทยก็คือกล้วยน้ำว้า แต่พันธุ์ที่ว่ากันว่าเหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นพันธุ์มะลิอ่อง เพราะว่าจะให้กล้วยตากที่มีคุณภาพ สีสันและรสชาติดีที่สุด และกล้วยก็สามารถผลิตได้ต่อเนื่องทำให้มีผลผลิตทั้งปีเวียนกันออกมา ดังนั้นการตากกล้วยก็เลยกลายเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ทั้งปี ไม่เหมือนผลไม้อื่นที่ออกเป็นฤดูกาล
ในฤดูร้อนและหนาวเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดในการตากกล้วยเพราะแดดดี และไม่มีฝน แต่ต้องไม่ลืมว่าเมืองไทยยังมีฤดูฝน ซึ่งมีฝนกระจายอยู่ในช่วง 3-4 เดือน ซึ่งตรงนี้คืออุปสรรคในการทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากในฤดูฝนที่มีความชื้นสูง และการตากกล้วยทำในที่โล่งแจ้ง อาจมีความเสียหายสูงถึง 80% ซึ่งความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรา และบางทีขนาดลูกจะหดตัวเล็กลงมาก จนไม่ได้มาตรฐาน และอาจมีสีเพี้ยนไปเช่นดำเข้ม สีไม่สม่ำเสมอ กล้วยตากเหล่านี้ถือว่าตกเกรด
ดังนั้นราคาขายจากเดิมที่เคยได้สูงถึง 40 บาทต่อกิโลกรัม อาจลดลงเหลือเพียงแค่ 2-4 บาทเท่านั้น คำถามก็คือว่า เมื่อรู้ว่าในฤดูฝนหากทำกล้วยตากก็จะเสียหายสูงมากขนาดนี้แล้วยังจะทำกันต่อไปทำไม คำตอบทางด้านผู้ผลิตก็คือ เมื่อกล้วยสามารถผลิตได้ทั้งปี หากผู้ปลูกนำมาขายไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตามก็จำเป็นต้องรับซื้อไว้ เพราะหากไม่ทำอย่างนี้ก็จะเสียความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำกล้วยตากกับผู้ปลูกกล้วยไปทันที และจะเกิดปัญหาระยะยาวคือไม่มีกล้วยเข้ามาให้ตากอีก รวมทั้งบรรดาลูกจ้างต่างๆ ก็จำเป็นต้องมีงานทำทั้งปี จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องรักษาสภาพของการผลิตไว้ให้ได้ ถึงแม้จะมีความเสียหายมากก็ตาม
เรียกได้ว่าในช่วงหน้าฝนต้องยอมขาดทุน บางรายถึงกับลงทุนสร้างห้องเย็นไว้เก็บกล้วยตากเพื่อขายในช่วงฤดูฝน เพราะตลาดต้องการกล้วยตากต่อเนื่องทั้งปีเช่นกัน หากไม่สามารถผลิตให้ได้ในช่วงฤดูฝนก็จะเสียตลาดไปอีก
ความจริงปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องนำมาคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่นทางแรกที่ชาวบ้านทำกันมาก็คือการสร้างห้องเย็นไว้เก็บกล้วยที่ตากได้มากในช่วงฤดูอื่นที่ไม่ใช่ฤดูฝน แล้วเก็บส่วนเกินไว้ขายในช่วงฤดูฝนที่ผลิตแล้วมีความเสียหายมาก วิธีคิดเช่นนี้ก็ดีที่ต้องการให้มีผลผลิตอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทั้งปี
แต่วิธีนี้อาจเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ รวมทั้งต้นทุนสูง ทั้งในเรื่องการสร้างห้องเย็นและเรื่องค่าใช้จ่ายเนื่องจากค่าพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็น และในที่สุดปัญหาหลักคือกล้วยเสียหายในฤดูฝนก็ยังไม่ได้แก้ไข อีกทางหนึ่งที่น่าจะดีกว่าคือหาทางลดความเสียหายในฤดูฝน เพราะเราทราบแล้วว่าเกิดความเสียหายจากความชื้นสูงและราขึ้น ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ลูกกล้วยเปียกน้ำหรือถูกฝนก็น่าจะมีทางเป็นไปได้ นั่นคือการสร้างโรงเรือนหลังคาพลาสติกเพื่อตากกล้วยโดยเฉพาะ และอีกวิธีหนึ่งคือเมื่อกล้วยเสียหายมาแล้ว จะหาทางใช้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าเพิ่มจากกล้วยตากเหล่านั้นได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้มีคำตอบและวิธีการออกมาแล้ว คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ